POSTED BY TRAVELBARADMIN | Monday, March 15, 2021 - 15:13
พระราชวังบางปะอินสร้างขึ้นเป็นพระราชวังตากอากาศแนวโรแมนติก ที่วางผังบริเวณตามสภาพภูมิทัศน์ธรรมชาติเป็นหลัก และสร้างอาคารต่าง ๆ ในรูปแบบสถาปัตยกรรมที่หลากหลายส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก มีพระที่นั่งแบบไทย และพระตำหนักในรูปแบบสถาปัตยกรรมจีนอีกด้วย โดยออกแบบให้ผสมกลมกลืนกับสภาพภูมิศาสตร์โดยรอบเข้ามามีส่วนเชื่อมโยงกับพื้นที่ภายในเขตพระราชวัง ด้วยการมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่และมีสายน้ำหล่อเลี้ยงไปโดยรอบพระราชวัง พระราชวังบางปะอินมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการปฏิสังขรณ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีการก่อสร้างพระตำหนัก และอาคารตามแบบที่พบเห็นได้ในปัจจุบัน ตั้งแต่ในรัชการพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

สะพานข้ามบึงน้ำประดับด้วยประติมากรรมโรมัน Photo by DerekTeo
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ขึ้นในปี 2415 ขณะมีพระชันษา 19 พรรษา หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ได้เพียง 4 ปี เท่านั้น โดยได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตกอย่างเต็มที่ สันนิษฐานว่าทรงได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชวังทรงยุโรปที่ได้ทอดพระเนตร ณ กรุงปัตตาเวีย เนื่องจากก่อนหน้านั้น 1 ปี พระองค์ได้เสด็จประพาสชวาและสิงคโปร์
การออกแบบก่อสร้างได้มอบหมายให้บริษัท Grassi Brothers & Co. มีนายโจคิม หรือจาโคโม กับนายอันโตนิโย กราซี สองพี่น้อง ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ฝั่งธนบุรีใกล้กับปากคลองสาน โดยพวกเขามีประสบการณ์ในสยามมาแล้วเป็นเวลา ๒ ปี ก่อนหน้าที่จะได้รับการไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำเนินการก่อสร้างพระราชวังบางปะอิน สองนายช่างมาจากพื้นเพรอยต่อระหว่างจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ที่เคยตกเป็นของอิตาลี ต่อมาเขาได้โอนสัญชาติเป็นฝรั่งเศสเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ในสายตาชาวไทยยังคงมองว่าสองพี่น้องนี้เป็นนายช่างอิตาลีอยู่นั่นเอง เห็นได้จากการเรียกพวกเขาว่า "ซินยอร์กราซี"
ผลงานของซินยอร์กราซีในพระราชวังบางปะอิน คือ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน สภาคารราชประยูร ประตูเทวราชครรไล และพระที่นั่งฝ่ายในบางองค์ รวมทั้งวัดนิเวศธรรมประวัติ บนเกาะบางปะอินอีกฟากหนึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นพระที่นั่งทรงไทยประเพณี จีน ญี่ปุ่น และแบบผสม ซึ่งเป็นผลงานของนายช่างคนอื่น

พระที่นั่งวโรภาษพิมาน Photo by dreamloveyou
พระที่นั่งวโรภาษพิมาน จากวิหารกรีกสู่ท้องพระโรง จากประตูเทวราชครรไลเข้ามาสู่เขตพระราชฐานชั้นนอก จะได้พบกับพระที่นั่งวโรภาษพิมาน สร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรป ทาสีส้มแซมเขียว เป็นพระที่นั่งประธานท่ามกลางหมู่พระที่นั่งทั้งหมดในพระราชวังบางปะอิน ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อปี 2419 พร้อม ๆ กับพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์
พระที่นั่งวโรภาษพิมานนั้นใช้ศิลปะนีโอคลาสสิก ในรูปแบบนีโอเรอเนซองซ์ ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ทั่วโลกในขณะนั้น (นีโอคลาสสิก” ก็คือ การหวนกลับไปเลียนแบบความรุ่งโรจน์แห่งอดีตในยุคคลาสสิก "กรีก-โรมัน) มุขด้านหน้าของพระที่นั่งได้ทำเลียนแบบวิหารของกรีกสมัยเฮเลนนิสติก (หรือกรีกตอนปลาย) ใช้หัวเสาแบบไอออนิก (ตกแต่งด้วยวงโค้งก้านขด) และหัวเสาแบบคอรินเธียน (เป็นรูปใบอะคันธัสซ้อนกันหลายชั้น) รองรับหน้าบันรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ในขณะเดียวกันก็ได้มีการนำเอาศิลปะเรอเนซองซ์สกุลช่างฝรั่งเศส มาผสมผสานด้วยในส่วนของหอคอยขนาดย่อมที่มีหลังคาทรงพีระมิดตัด ปลายยอดเป็นมงกุฎประดับอยู่ตามมุมอาคาร เพิ่งความหรูหราให้กับ "ท้องพระโรง"
พระที่นั่งวโรภาษพิมานเป็นอาคารชั้นเดียว ภายในเป็นห้องโถงใช้รับรองแขก การตกแต่งภายในนั้น เป็นผลงานการออกแบบของหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย ประดับด้วยอาวุธโบราณ ตุ๊กตาหินสลักด้วยงานฝีมือประณีต ภาพเขียนสีน้ำอิงพระราชพงศาวดาร ภาพเขียนจากวรรณคดีไทยเรื่อง อิเหนา พระอภัยมณี สังข์ทอง จันทโครพ และสิ่งประดับอันล้ำค่า ได้แก่ แจกันสลับสีเขียนลายทองขนาดใหญ่ฝีมือช่างชิ้นเอกอุของญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งล้วนเป็นของบรรณาการแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งสิ้น

สภาคารราชประยูร Photo by dreamloveyou
สภาคารราชประยูร อาคารหลังนี้สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2419 เป็นอาคารเครื่องไม้ ซึ่งต่อมาอาจทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จึงได้รับการซ่อมแซมหรือสร้างขึ้นใหม่เป็นอาคารไม้และปูนสร้างเสร็จในปี พ.ศ.2432 อาคารหลังนี้ใช้เป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า (ฝ่ายชาย) ซึ่งอาคารรูปแบบตะวันตกที่ประยุกต์ให้เข้ากับความเป็นอยู่ของชาวสยาม

พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร Photo by dreamloveyou
พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร ถัดจากพระที่นั่งวโรภาษพิมาน ทางด้านตะวันออกของสระ เป็นพระที่นั่งขนาดใหญ่ชื่อว่า "อุทยานภูมิเสถียร" ซึ่งเป็นพระที่นั่งอีกองค์หนึ่งที่มีการสร้างใหม่ทับซ้ำพระที่นั่งองค์เดิมหลายครั้ง คราวแรกมีลักษณะเป็นเรือนไม้สองชั้นแบบชาเลต์สวิส ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ออกแบบเมื่อปี 2420 เพื่อใช้เป็นที่ประทับพักผ่อน ในช่วงต้นรัชกาล และโปรดให้ใช้เป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศอีกด้วย อาทิ รับรองดุ๊กและดัชเชสโยฮัน อัลเบรตแห่งเยอรมนี และแกรนด์ดุ๊กซาร์วิตส์แห่งรัสเซีย ในปี 2433
วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2481 พระที่นั่งองค์นี้ถูกไฟไหม้หมด คงเหลือแต่หอน้ำข้างองค์พระที่นั่ง ซึ่งสร้างด้วยสถาปัตยกรรมรูปแบบเดียวกัน กระทั่งปี 2531 สำนักพระราชวังได้สร้างพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงภาพเขียนและโบราณวัตถุ โดยอาศัยข้อมูลจากภาพถ่ายเก่าและจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่แถบนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยการใช้ไม้มะฮอกกานีทาสีเขียวอ่อนสลับสีเขียวแก่ เลียนแบบให้เหมือนองค์เดิมทุกประการ
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปรับปรุงพระที่นั่งขึ้นใหม่ให้งดงามและโอ่โถงขึ้น โดยหม่อมหลวงท้าวเทวา เทวกุล ได้เป็นสถาปนิกออกแบบต่อเติมอาคารหลังใหม่เมื่อปี 2536 สร้างแล้วเสร็จในปี 2538 ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบเรอเนซองซ์ของฝรั่งเศส

พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ Photo by martinho Smart
พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ Master Piece ของเครื่องไม้ไทย พระที่นั่งแห่งนี้เป็นงานช่างไทย จัดเป็นงานชิ้นเยี่ยมระดับ Master Piece แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เคยได้รับการจำลองแบบไปแสดงในงานมหกรรมนานาชาติ ( Expositions Universelles ) ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อ พ.ศ.2501
ไอศวรรย์ทิพย์อาสน์เป็นพระที่นั่ง ตั้งอยู่กลางสระน้ำ ได้สร้างในชื่อเดิมถึงสามครั้งด้วยกัน ครั้งแรกในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2175 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองการที่พระราชเทวีประสูติพระนารายณ์ราชกุมาร มูลเหตุแห่งการทรงเลือกเอา "เกาะบางนางอิน" หรือ "บางปะนางอิน" ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของราชธานีศรีอยุธยามาเป็นพระราชนิเวศน์นั้น เนื่องมาจากพระเจ้าปราสาททองประสูติบนเกาะนี้ (ทรงเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถ กับหญิงชาวบ้านชื่อนางอิน)
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2394 เมื่อตอนเสด็จประพาสราชธานีเก่าอยุธยา และพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์องค์ที่เห็นในปัจจุบัน เป็นผลงานที่สร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง ในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อปี 2419 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระที่นั่งองค์เก่าออก แล้วขยายสระน้ำให้กว้างใหญ่ขึ้น รูปแบบสถาปัตยกรรมของพระที่นั่งกลางน้ำหลังนี้ จำลองแบบมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วใกล้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ถือว่ามีความงามเป็นเลิศทั้งด้านทรวดทรงและรายละเอียดการตกแต่งทางสถาปัตยกรรม กล่าวคือมีลักษณะเป็นพลับพลาโถงแบบปราสาทจตุรมุขลดชั้น หลังคาเป็นเครื่องยอดทรงมณฑปจอมแห

พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญและหอวิฑูรทัศนา Photo by noprasom
พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ เป็นพระที่นั่งองค์สุดท้ายที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมจีน เป็นพระที่นั่งที่สร้างขึ้นโดยชาวสยามเชื้อสายจีนฮากกาเพื่อถวายแด่รัชกาลที่ 5 พระที่นั่งองค์นี้ยังใช้ประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้ายพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ และพระป้ายพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถเป็นภาษาจีน มีการประกอบพระราชพิธีเป็นประจำทุกปี แต่ในปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์เสด็จแทนพระองค์เพื่อประกอบพระราชพิธี
หอวิฑูรทัศนา สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 เพื่อใช้เป็นที่ทอดพระเนตรโขลงช้างป่า และภูมิประเทศโดยรอบพระราชวัง เป็นหอสูง 3 ชั้น ทาสีเหลืองสลับแดง
ส่วนสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ นั้นได้แก่ หอเหมมณเฑียรเทวราช หรือ ศาลพระเจ้าปราสาททอง สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2415 – 2419 เก๋งบุปผาประพาส สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 ทรงใช้เป็นที่พักผ่อนพระราชอิริยาบถภายในพระราชอุทยาน อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เป็นต้น

เรือนแพ Photo by Watcharin Tadsana
การต้อนรับพระราชอาคันตุกะ พระราชวังบางปะอิน ใช้เป็นที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะหลายพระองค์ โดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการต้อนรับแกรนด์ดุ๊กซาร์วิตส์ แห่งรัสเซีย (พระยศขณะนั้น) ณ พระราชวังบางปะอิน ในระหว่างวันที่ 20 - 24 มีนาคม พ.ศ. 2434 ซึ่งงานรับเสด็จในครั้งนั้นเป็นงานที่ใหญ่มาก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ยังใช้รับรอง และพระราชทานเลี้ยงแก่พระราชอาคันตุกะ อาทิ สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ แห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ อินฟันตาเอเลนา ดัชเชสแห่งลูโก แห่งประเทศสเปน สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เจ้าชายฟุมิฮิโตะ เจ้าอะกิชิโนะแห่งประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

อาคารไม้สองชั้นในพระราชวังบางปะอิน Photo by Inoprasom
การพระราชพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรกเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา (พระยศขณะนั้น) กับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ (พระยศขณะนั้น) ในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน ซึ่งการเสกสมรสครั้งนี้ เป็นการแต่งงานแบบตะวันตกอย่างแท้จริง กล่าวคือมีการถามความสมัครใจของคู่บ่าวสาว กล่าวกันว่าของชำร่วยในงานเสกสมรสครั้งคือ แหวนเพชร
พระราชวังบางปะอิน เปิดให้เข้าชมทุกวันในเวลา 08.00 - 16.00 น. โดยต้องแต่งกายในชุดสุภาพ และไม่ควรส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น
การเดินทาง
เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ให้มาตามถนนพหลโยธิน เมื่อถึงประตูน้ำพระอินทร์ ให้ข้ามสะพานวงแหวนรอบนอก หลังจากนั้น ให้เลี้ยวซ้ายบริเวณกิโลเมตรที่ 35 สู่ทางหลวงหมายเลข 308 อีกประมาณ 7 กิโลเมตรก็จะถึงพระราชวังบางปะอิน หรืออีกเส้นทางต้องผ่านเข้ามายังตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา เมื่อถึงเจดีย์วัดสามปลื้มให้เลี้ยวซ้ายซึ่งจะผ่านวัดใหญ่ชัยมงคลและวัดพนัญเชิง เมื่อถึงสถานีรถไฟบางปะอินให้เลี้ยวขวา แล้วขับไปตามทางจนถึงพระราชวังบางปะอิน
การเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง ถ้ามาจากกรุงเทพฯ สถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) นั่งรถสายกรุงเทพฯ-บางปะอิน มาลงที่บขส.บางปะอิน (สุดสาย) จากนั้นนั่งรถสามล้อเครื่องไปลงที่พระราชวังบางปะอิน
การเดินทางโดยรถไฟ มาลงที่สถานีรถไฟอำเภอบางปะอิน
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Monday, March 15, 2021 - 15:13
admintator for web Travellerbar.com
LEAVE A COMMENT