POSTED BY TRAVELBARADMIN | Thursday, February 06, 2020 - 09:05
ชิลี เป็นหนึ่งในประเทศที่คนไทยไม่ต้องขอวีซ่า เป็นประเทศแสนสวยสุดขอบฟ้าเลยทีเดียว แม้จะต้องใช้เวลาเดินทางจากเมืองไทยนานสักหน่อยแต่รับรองว่าสายรักธรรมชาติต้องตาลุกวาวกับความงดงามชิลี และดินแดนนี้จะมอบความทรงจำประทับใจให้คุณกลับบ้านอย่างแน่นอน เพราะประเทศที่ทอดตัวเป็นเส้นแคบๆ ในแผนที่ทวีปอเมริกาใต้ มีมหาสมุทรแปซิฟิคเป็นพรมแดนธรรมชาติทางตะวันตกและเทือกเขาแอนดีสสูงชันทางตะวันออกแห่งนี้ ไม่ได้มีดีแค่ทะเลสวยน้ำใส แต่เต็มไปด้วยด้วยภูมิทัศน์ที่แตกต่างกันสุดขั้วจนยากที่จะเชื่อว่ามีอยู่จริงหากไม่ได้มาเห็นด้วยตาตนเอง

เทือกเขาแอนดีส Cr.pic.: Maykol Marchant on Unsplash
อาณาจักรอินคาโบราณ ในอดีตท่อยู่ทางตอนเหนือและตอนกลางของประเทศชิลี ส่วนทางตอนใต้เป็นที่อยู่ของชนเผ่ามาปุเช่ หลังการเข้ามาของกองกิสตาดอร์ในราวกลางศตวรรษที่ 16 ชิลีเองก็มีชะตากรรมไม่ต่างจากเพื่อนบ้านในอเมริกาใต้ที่ตกเป็นอาณานิคมของสเปนเช่นกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการของประเทศจวบจนปัจจุบันนี้ นอกจากภาษาแล้ว ชาวสเปนยังทิ้งร่องรอยวัฒนธรรมของตนเข้าผสมผสานกับอารยธรรมพื้นเมืองจนกลายเป็นวัฒนธรรมชิลีในปัจจุบันอีกด้วย

ความที่ชิลีเป็นประเทศแนวยาวที่ทอดตัวจากเหนือจรดใต้ทำให้ภูมิประเทศนี้แบ่งออกเป็น 4 เขตใหญ่ๆ ซึ่งต่างก็มีเอกลักษณ์น่าประทับใจไม่ต่างกัน ตั้งแต่เขตเหนือและโซนทะเลทรายอตากามา เขตตอนกลางประเทศที่เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอย่างซานติเอโก เขตทางใต้กับดินแดนแห่งเทือกและธรรมชาติที่สวยงามอย่างปาตาโกเนีย แล้วก็แอนตาร์กติก้าซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศนั่นเอง แล้วทุกที่เหล่านี้ก็มีเสน่ห์แตกต่างกันที่ชวนเราให้อยากไปเยือน

ซานติอาโก Cr.pic.: Caio Henrique on Unsplash
ซานติอาโก (Santiago) คือเมืองหลวงที่จะทำให้หลายคนตกหลุมรักตั้งแต่อยู่บนฟ้า แค่มองลงมาจากหน้าต่างเครื่องบินก็จะได้เห็นภาพสุดประทับใจของเมืองในอ้อมกอดขุนเขาแล้ว เมืองนี้ไม่เพียงแต่เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในชิลีเท่านั้นแต่ยังเป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้อีกด้วย การันตีได้จากความหลากหลายและสีสันที่ไม่เคยหลับใหลซึ่งผสมผสานกันอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่แปลกเลยที่หากเดินไปทางไหนก็จะได้กลิ่นอายของสเปนอบอวลอยู่ทุกหนแห่ง เพราะเมืองนี้ก่อตั้งขึ้นโดย เปโดร เดอ บัลบีดา (Pedro de Valdivia) นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของสเปนในศตวรรษที่ 16 และดำรงสถานะเมืองหลวงมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมจนถึงปัจจุบัน

สกาย คอสตาเนรา Cr.pic.: Oliver KMIA
ถ้ายังไม่จุใจกับวิวมุมสูงของเมืองจากบนเครื่องบินแล้วล่ะก็ขอแนะนำจุดชมวิวบนตึกที่สูงที่สุดในแถบละตินอเมริกาอย่าง สกาย คอสตาเนรา (Sky Costanera) ที่จะทำเราให้สามารถเก็บวิวเมืองแบบเบิร์ดอายวิวได้ 360 องศา และหากวันไหนที่ฟ้าเปิดก็อาจโชคดีได้เห็นยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะอันแสนงดงามตระการตาอีกด้วย

Plaza de Armas Cr.pic.: mauro mora on Unsplash
เขยิบเข้าสู่ดาวน์ทาวน์เพื่อเรียนรู้อดีตและปัจจุบันกันบ้าง ตั้งต้นที่ จัตุรัสหลักประจำเมือง (Plaza de Armas) ที่ซึ่งประวัติศาสตร์สำคัญหลายหน้าของเมืองนี้ถูกเขียนขึ้นที่นี่ ไม่ต้องแปลกใจหากพบว่าตึกรามบ้านช่องแถบนี้ช่างคุ้นตาคล้ายกับยุโรปเสียเหลือเกิน นั่นเพราะผลพวงที่หลงเหลือของการล่าอาณานิคมและการค้าขายกับยุโรปในอดีตนั่นเอง จัตุรัสแห่งนี้รายล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญและน่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็น ศาลากลางซานติอาโก และ มหาวิหารนครบาลซานติอาโก (Catedral Metropolitana de Santiago) ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก สร้างโดยนายช่างสกุลทัสคานีจากอิตาลี หรือจะเป็น ศาลยุติธรรมเขตปกครองซานติอาโก (Palacio de los Tribunales de Justicia de Santiago) ตึกเก่าสไตล์นีโอคลาสสิกที่ความแข็งแกร่งและความประณีตมาอยู่คู่กัน หรือวิหารสีชมพูแดงสไตล์นีโอเรเนสซองส์อย่าง วิหารลาเมอร์เซด (Basilica de la Merced) ที่งดงามอย่างโดดเด่น และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติด้านวิจิตรศิลป์ของชิลี (Museo de Bellas Artes) สถาปัตยกรรมโบราณสุดอลังการซึ่งเป็นศิลปะผสมผสานทั้งแบบนีโอคลาสสิค, บาโร้ก, และอาร์ตนูโว

ย่านฮิปเตอร์ Cr.pic.: Culturush
สำหรับสายฮิปสเตอร์ต้องถูกใจ ย่านเบลลาบิสต้า (Bellavista) อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะย่านนี้อัดแน่นไปด้วยร้านอาหารดีๆ คาเฟ่น่ารักๆ และร้านขายของทำมือเก๋ๆ มากมาย ที่อยู่ในหมู่อาคารสีสันฉูดฉาดสะดุดตาจนทำให้ย่านนี้มีเสน่ห์เหมือนงานศิลปะหลากสีแล้วก็ยังเต็มไปด้วยความสุขหลากอารมณ์อีกด้วย เหมาะแก่การมานั่งแฮงค์เอาท์ พูดคุย พบปะเพื่อนฝูง หรือชิลล์กับการอ่านหนังสือและอัพเดทข่าวสารอยู่คนเดียวเก๋ๆ ชาวชิลีถึงกับขนานนามย่านนี้ว่า tirar la talla ซึ่งเป็นคำแสลงในหมู่คนชิลีที่แปลว่า การเม้าท์มอยในหมู่เพื่อน กันเลยทีเดียว ความเก๋ยังไม่หมดแค่นี้เพราะนอกจากจะมีสตรีทอาร์ตให้ถ่ายรูปชิคๆ แล้ว ย่านนี้ก็ยังมี La Chascona บ้านเก่าของ พาโบล เนรูด้า (Pablo Neruda ) กวีรางวัลโนเบลชาวชิลีซึ่งจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าเยี่ยมชมได้อีกด้วย

ย่านลาส กอน เคส Cr.pic.: Jorge Mülchi Cossio on Unsplash
หากยังไม่จุใจกับการชมเมืองและเริ่มคันไม้คันมืออยากช็อปปิ้งแล้วล่ะก็ แนะนำให้ข้ามฝั่งมาที่เมืองใหม่บริเวณ ย่านลาส กอนเดส (Las Condes) ซึ่งได้ชื่อเล่นสุดเก๋ว่า ซานฮัตตัน (Sanhattan) หรือแมนฮัตตันแห่งซานติเอโกกันเลยทีเดียว เพราะย่านนี้รวบรวมเอาความหรูหรา ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และร้านหรูไฮคลาสมากมายเอาไว้ที่นี่ที่เดียว แล้วก็ขอบอกว่าวิวริมย่านซานฮัตตันนี้น่ะสวยไม่แพ้เมืองไหนในโลกเลยล่ะ

บัลปาราชิโอ Cr.pic.: Loïc Mermilliod on Unsplash
หลีกหนีความวุ่นวายจอแจในเมืองหลวงสู่เมืองมรดกโลกซึ่งอยู่ห่างกันเพียงหนึ่งชั่วโมงเศษเท่านั้น เมืองนี้ก็คือ บัลปาราซิโอ (Valparaíso) หรือจะเรียกอย่างคนท้องที่ว่า บัลโป ก็ไม่มีปัญหา นักท่องเที่ยวมักมองข้ามเมืองนี้หรือใช้เป็นเพียงทางผ่านจากซานติอาโกไปยังหาดเลื่องชื่อ Viña del Mar แต่เราไม่อยากให้พลาดเพชรน้ำงามนี้ไป ด้วยความที่บัลโปเป็นเมืองบนเนินเขา นั่นหมายความว่าชาวบ้านคุ้นชินกับการเดินขึ้นลงบันไดหลายร้อยขั้นกันเป็นปกติ แต่อย่าเพิ่งถอดใจ สำหรับใครที่ไม่อยากเสียเหงื่อหรือเดินไม่สะดวกก็เที่ยวเมืองนี้ได้เพราะบัลโปมีรถรางไว้ให้บริการถึง 15 แห่งกันเลยทีเดียว
อย่ามัวแต่ชมความงามบนยอดเนินเพลินจนลืมลงมาทำความรู้จักกับวิถีชีวิตแบบชาวประมงดั้งเดิมของชาวบัลโปด้วยล่ะ โดยเฉพาะ พิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติ (Museo Marítimo Nacional) ที่เล่าประวัติการเดินเรือและรากดั้งเดิมของชนแถบนี้ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว หรือลิ้มรสอาหารทะเลสดใหม่ตำรับชาวประมงแท้ๆ ได้ที่ร้านอาหารริมทะเลก็ไม่เลวทีเดียว นอกจากจะเจริญอาหารแล้ววิวของที่นี่ก็ยังสวยงามน่าเพลิดเพลินใจไม่แพ้กัน แล้วสเน่ห์แบบเมืองที่แต่งแต้มด้วยสีสันสดใสจากอาคารบ้านเรือนที่ลดหลั่นตาไหล่เขานี้ ดูคล้ายงานศิลปะชั้นเยี่ยมหรือโปสการ์ดแสนสวยที่จะทำให้ทุกคนประทับใจในการมาเยือนแน่นอน
รูปสลักหินโมอาย บนเกาะอีสเตอร์ Cr.pic.: Thomas Griggs on Unsplash
เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จัก เกาะอีสเตอร์ (Easter Island) หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า อุทยานแห่งชาติราปานุย (Rapa Nui) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตตอนเหนือของประเทศ เกาะแห่งนี้มีชื่อเสียงกระฉ่อนโลกด้วยรูปสลักหินโมอาย (Moai) ซึ่งมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ยักษ์สูงราว 4 เมตร เรียงรายกันอยู่บนเกาะนี้ แต่เพราะไม่หลงเหลือหลักฐานลายลักษณ์อักษรใดให้สืบค้นได้ จึงทำให้รูปปั้นเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาที่ดึงดูดให้ทุกคนอยากค้นหาความหมายตลอดจนวัตถุประสงค์ของการสร้าง ที่นี่จึงเป็นจุดหมายระดับโลกที่นักท่องเที่ยวอยากเดินทางมาชมและไขปริศนาด้วยตัวเองสักครั้ง
นอกจากรูปปั้นโมอายแล้วเกาะอีสเตอร์ยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของสายรักธรรมชาติที่โด่งดังอีกด้วย เพราะความพิเศษของตัวเกาะที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ ราโน คาอู สร้างรูปทรงแปลกตาให้กับภูมิประเทศ และด้วยความที่ไร้ผู้อยู่อาศัยในแถบนี้ทำให้เราได้สัมผัสธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์อย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว เกาะแห่งนี้ยังมีกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเทร็กกิ้งไปตามแนวปากปล่องภูเขาไฟ หรือว่ายน้ำและย่ำทรายสีขาวในบรรยากาศเป็นส่วนตัว
ทะเลทรายอาตากามา Cr.pic.: Jared Verdi on Unsplash
ยังคงอยู่กันที่เขตเหนือ แต่เขยิบกลับเข้ามาในภาคพื้นทวีป เอาใจสายลุยและถ่ายภาพกันหน่อย เพราะ หุบเขาแห่งดวงจันทร์และทะเลทรายอาตากามา (Valle de la Luna and Atacama Desert) แห่งนี้จะมอบภูมิทัศน์ที่ทำให้รู้สึกราวกับอยู่บนดวงจันทร์ในจินตนาการ อย่างที่เรามักจะได้เห็นในภาพยนตร์บ่อยๆ นั่นเอง ทั้งนี้เพราะท่ามกลางทะเลทรายแห่งนี้มีบางช่วงที่เป็นหินทรายซึ่งได้รับไอเกลือจากมหาสมุทรแปซิฟิกผนวกกับลมและหิมะจากแอนตาร์กติกาที่พัดกัดกร่อนมาเป็นเวลานับหมื่นนับแสนปี ก่อเกิดเป็นภูมิประเทศคล้ายพื้นผิวดวงจันทร์อันเป็นที่มาของชื่อหุบเขาพระจันทร์นั่นเอง และการได้เก็บภาพดวงจันทร์ดวงโตลอยอยู่เหนือเนินทรายรูปทรงแปลกตาเหล่านี้ก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ห้ามพลาดหากมีโอกาสได้มาเยือน

เส้นทางที่เป็นจุดหมายในฝันของนักเดินทาง Cr.pic.: Olga Stalska on Unsplash
มุ่งหน้าลงใต้สู่อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามจนลืมหายใจ อุทยานแห่งชาติตอร์เรส เดล ไปย์เน (Torres del Paine National Park) พื้นที่ป่าสงวนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเขต ปาตาโกเนีย (Patagonia) มีเทือกเขาหินแกรนิตเดล ไปย์เนเป็นตัวชูโรง ความงดงามราวกับไม่ใช่โลกมนุษย์ของที่นี่การันตีด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมาทักทายไม่ขาดสายจนเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่รองรับนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกเลยทีเดียว
อีกหนึ่งจุดหมายในฝันของนักเดินทางและนักปีนเขาก็คือ ทะเลสาบปาโฮ (Lake Pehoe) ที่มีวิวงดงามเป็นอย่างมาก น้ำสีเทอร์คอยซ์ ที่ตัดกับเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุม พร้อมท้องฟ้าที่ใสกระจ่าง เป็นความงดงามที่ใคร ๆ ต่างก็มีความสุขที่ได้มาเยือน แล้วการที่ได้เห็น หอคอยและเขาแห่งไปย์เน (Towers of Paine and Paine Horns) ซึ่งเป็นยอดเขาสูงสุดที่ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนกับผืนน้ำสีฟ้าสดใสนั้นก็คือภาพจำที่งดงามที่สุดเช่นกัน นอกจากนี้อุทยานตอร์เรส เดล ไปย์เนยังอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์แปลกตา ธารน้ำแข็งที่มหัศจรรย์ และมีเส้นทางเดินป่ามากมายรอคอยนักสำรวจอยู่เสมอ
ธารน้ำแข็งแห่งดินแดนซีกโลกใต้

San Rafael Glacier Cr.pic.: bantersnaps on Unsplash
ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ตระการตาของชิลียังไม่หมดเพียงเท่านี้ สำหรับใครที่อยากเห็นธารน้ำแข็งสักครั้งในชีวิต ไม่ต้องบินขึ้นเหนือไปถึงอะแลสกาก็ได้ เพราะบินลงใต้มาที่ชิลีก็มีธารน้ำแข็งให้ชมอย่างใกล้ชิดเช่นกัน หนึ่งในธารน้ำแข็งที่น่าไปชมนั้นก็คือ ธารน้ำแข็งซานราฟาเอล (San Rafael Glacier) ในเขต อุทยานแห่งชาติลากูน่าซานราฟาเอล (Laguna San Rafael National Park) ที่ยังคงสมบูรณ์งดงาม แต่ถ้าเทียบกับธารน้ำแข็งอื่นๆ ในชิลีแล้ว ที่นี่ถือว่าได้รับความนิยมน้อยที่สุดเพราะไม่สามารถเข้าถึงจากทางอื่นได้นอกจากทางเรือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่การที่มีนักท่องเที่ยวน้อยก็ทำให้เราได้สัมผัสกับบรรยากาศโดยไม่ต้องวุ่นวายกับใคร และธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ดูคล้ายกำแพงน้ำแข็งในเรื่อง Game of Thrones นี้ล่ะคือรางวัลที่คุ้มค่ากับการแสวงหาทีเดียว

ธรรมชาติที่สวยงาม คือมรดกที่มีค่าของชิลี Cr.pic.: Alvaro Reyes on Unsplash
ชิลีจึงเป็นดินแดนแห่งธรรมชาติพิสุทธิ์ ที่อาจจะดูเหมือนไกลสุดขอบโลก แต่ก็คุ้มค่าเป็นรางวัลสำหรับนักเดินทางที่ปรารถนาประสบการณ์ซึ่งคุณหาจากที่อื่นไม่ได้
How to get there :
การเดินทาง / เครื่องบิน
เที่ยวบินตรง
ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ประเทศชิลี
บินแบบต่อเครื่อง
มีสายการบินหลายสายให้เลือกสรรซึ่งสามารถไปต่อเครื่องไปยังเมืองต่างๆ ได้ และเที่ยวบินส่วนใหญ่ต้องต่อเครื่องอย่างน้อยสองจุด กินเวลาเกือบ 40 ชั่วโมงโดยประมาณ
Air France > กรุงเทพ-ปารีส-ซานติอาโก
British Airways > กรุงเทพ-ลอนดอน-มาดริด-ซานติอาโก
Emirates > กรุงเทพ-ดูไบ-เซาเปาโล-ซานติอาโก
การเดินทางในประเทศ
ชิลีเป็นประเทศที่ระบบคมนาคมค่อนข้างสะดวกทั้งรถยนต์ รถประจำทางซึ่งสามารถต่อไปยังเมืองต่างๆ ได้มากมาย แต่สำหรับนักเดินทางที่สนใจจะไปเกาะอีสเตอร์นั้นต้องต่อเครื่องบินเล็กไปยังเกาะและเลือกใช้บริการเช่ารถ หรือรถประจำทางบนเกาะได้
Where to stay :
ซานติอาโก
Luxury & Boutique > The Ritz-Carlton, Santiago
Business & Standard > Ibis Santiago Providencia
Budget & Hostel > Plaza de Armas Hostel
เกาะอีสเตอร์
Luxury & Boutique > Hotel Hangaroa Eco Village & Spa
Business & Standard > O'tai
Budget & Hostel > Hostal y Cabañas Aorangi
ตอร์เรส เดล ไปย์เน
Luxury & Boutique > Hotel Lago Grey
Business & Standard > Estancia Tercera Barranca
Budget & Hostel > Goiien House
When to go :
ฤดูกาล / ฤดูท่องเที่ยว
ชิลีเป็นประเทศที่มีความแตกต่างทางภูมิประเทศสูงมาก ตั้งแต่ทะเลทรายทางตอนเหนือ ภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ไปจนถึงธารน้ำแข็งทางตอนใต้ ทำให้ช่วงเวลาเหมาะสมในการท่องเที่ยวแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของแต่ละคน
High Season > ต.ค.- มี.ค. สำหรับทะเลทรายและเมืองทางตอนเหนือ / ธ.ค.- พ.ค. สำหรับเขตพาตาโกเนีย
Shoulder Season > ก.ค.- ก.ย. สำหรับทะเลทรายและเมืองทางตอนเหนือ / ต.ค.- พ.ย. สำหรับเขตพาตาโกเนีย
Low Season > ม.ค. สำหรับทะเลทราย
Travel Information : https://www.visitchile.org/
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Thursday, February 06, 2020 - 09:05
admintator for web Travellerbar.com
LEAVE A COMMENT