POSTED BY TRAVELBARADMIN | Friday, July 19, 2019 - 08:01
อย่าเพิ่งบอกว่าคุณไม่รู้จักหนังสือ ‘พันหนึ่งราตรี’ ถ้าคุณยังไม่ได้อ่านบรรทัดต่อไป
พันหนึ่งราตรี (One Thousand and One Nights, Arabian Night) หรือในอีกชื่อไทยคือ ‘อาหรับราตรี’ เป็นนิทานพื้นบ้านของชาวอาหรับ เปอร์เซีย เมโสโปเตเมีย อินเดีย อียิปต์โบราณ ในสมัยกลาง ที่มีการเล่าขานมานับพันปี ได้รับการรวบรวมและแปลเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรกในปี ค.ศ. 1706 จนได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างต่อเนื่อง ได้รับการแปลไปอีกหลายภาษาทั่วโลก และมีการนำไปทำเป็นภาพยนตร์ รวมทั้งอะนิเมชั่น

กรุงมัสกัต
ภาพถ่ายโดยAnfal ShamsudeenบนUnsplash
เรื่องมีอยู่ว่า สุลต่านชาร์ยาร์ (Shahryar) กษัตริย์แห่งเปอร์เซียที่ถูกมเหสีโฉมงามหักพระทัยด้วยการคบชู้ ด้วยความโกรธเคืองพระองค์ทรงประหารมเหสี และนำไปสู่ความเคียดแค้นต่ออิสตรีทั่วหล้า จากนั้นจึงมีรับสั่งให้หาหญิงงามทั่วแผ่นดินมาอภิเษกสมรส แต่พอรุ่งเช้าหญิงสาวทุกนางก็ถูกสั่งประหารทันทีก่อนที่จะปันใจให้ชายอื่น สร้างความหวาดกลัวไปทั่วแคว้น จนในที่สุดเชเฮราซาด (Scheherazade) บุตรีของผู้นำองคมนตรีผู้เลอโฉมและปราดเปรื่องก็อาสาเข้าวัง หวังหยุดยั้งการกระทำอันโหดเหี้ยมของสุลต่าน
เชเฮราซาดใช้อุบายทูลขอให้น้องสาวคนเล็กของตนอยู่ในค่ำคืนนั้นด้วยเพื่อจะได้เล่านิทานให้ฟังเป็นครั้งสุดท้ายก่อนถูกประหารในรุ่งเช้า สุลต่านไม่แค่หลงกล แต่ยังหลงใหลในเรื่องเล่าต่างๆ ที่ชวนตื่นเต้นน่าติดตาม แต่นิทานของเซเฮราซาดไม่มีตอนจบ ในขณะที่นางเล่านิทานเรื่องหนึ่งตัวละครในนิทานของนางก็เล่านิทานอีกเรื่องไปด้วย (หนังเรื่อง Inception หรือจิตพิฆาตโลก ในชื่อไทย ดีๆ นี่เอง ที่มีความซับซ้อนต่อเนื่องอย่างไม่จบสิ้น ) จากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่อง จากคืนหนึ่งไปสู่อีกคืนหนึ่ง ในที่สุดนิทานของนางก็ถูกเล่าไปนานถึงหนึ่งพันหนึ่งราตรี ไม่เพียงไม่ถูกประหารเท่านั้น แต่ยังได้พระโอรส แถมได้รับการแต่งตั้งเป็นมเหสี แต่สำคัญสุดคือสามารถละลายความโกรธแค้นในใจชายผู้นี้ได้
หนึ่งในจำนวนนิทานนับพันที่คุ้นหูคุ้นตาคนไทยเป็นอย่างดีก็คือ อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ (Aladdin’s Wonderful Lamp) อาลีบาบากับ 40 โจร (Ali Baba and the Forty Thieves) และการผจญภัยของซินแบด (The Seven Voyages of Sinbad the Sailor)
แล้วโอมานมาเกี่ยวอะไร?

ทะเลทรายวาฮิบา
ภาพถ่ายโดยGiorgio ParraviciniบนUnsplash
ฉากหลังแห่งความแฟนตาซีในโลกนิทานพันหนึ่งราตรี ก็คือการผจญภัยในดินแดนแห่งทะเลทราย ปราสาทหินตระการตา ขุนเขาสวยงาม โอเอซิสอันลึกลับ และท้องทะเลสีไพลิน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นมีอยู่ที่ประเทศโอมาน

ชายฝั่งทะเลประเทศโอมาน
รัฐสุลต่านโอมาน (Sultanate of Oman) เป็นประเทศที่หลายคนเข้าใจผิดว่ามีแต่ทะเลทรายและความแห้งแล้งอย่างเดียวเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วภูมิประเทศของโอมานน่าทึ่งยิ่งนัก แม้พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายและภูเขา แต่โอมานมีแนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร ไล่ตั้งแต่ชายแดนที่ติดกับประเทศเยเมน ยาวไปถึงแหลมในอ่าวโอมานซึ่งติดกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หากมองดูจากแผนที่ แผ่นดินตะวันออกกลางนั้นเหมือนหัวขวานที่ยื่นมาในทะเลอาหรับ มีเยเมน โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นคมขวานที่ติดทะเลนั่นเอง

เมือง Sur
การเดินทางไปโอมานไม่ยากเย็น หากบินตรงด้วยสายการบิน Oman Air ใช้เวลาราว 6 ชั่วโมงก็ถึงสนามบินนานาชาติในเมืองหลวงมัสกัต (Muscat) แต่ถ้าบินแบบมีแวะพักกลางทางก็บวกเพิ่มไปหน่อยเป็น 8 ชั่วโมง ซื้อทัวร์ไปเที่ยวยิ่งง้ายง่ายเก็บข้าวของเหน็บครีมกันแดดรอเวลาเลยจ้า แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่นิยมไปแบบ Backpacker โดยจ้างไกด์ท้องถิ่นให้ขับรถพาเที่ยว หรือถ้าคุณมีทักษะขับรถที่เยี่ยมก็เช่ารถตะลุยโอมานเลยถือว่าเด็ดสุด โดยเข้าไปขอวีซ่าออนไลน์ได้ด้วยตัวเองที่ evisa.rop.gov.om ( ปัจจุบันผู้หญิงจะมีปัญหานิดหน่อยเรื่องการขอวีซ่าไปเอง ทางแก้คือต้องจองโรงแรม 4 ดาว หรือไม่ก็เอกสารยืนยันตัวตนแบบแน่นๆ ) ส่วนใครที่ไม่ค่อยชอบกลิ่นเครื่องเทศก็ไม่ต้องกลัว ในตัวเมืองมี KFC หรือถ้ากินตามโรงแรมเครื่องเทศก็ไม่แรงนักเพราะจะเน้นเป็นกลางๆ ไว้สำหรับนักท่องเที่ยว
ช่วงเดือนในการมาเยือนดินแดนอาหรับราตรีอย่างโอมานนั้นเหมาะสุดคือตั้งแต่ตุลาคม ไล่เรื่อยไปถึงปลายมีนาคม(เมษายนก็ยังพอได้นะแต่ควรเช็คสภาพออากาศก่อนเดินทางไปจะดีสุด) เพราะยังอยู่ในช่วงอากาศเย็นๆ สดชื่น ตะลุยกลางแจ้งแดดจ้าได้อย่างไม่ร้อนนัก แต่หลุดจากนี้ไปก็มาครบทั้งฝุ่นและแดดแผดเผาราวเตาอบดีๆ นี่เอง

ตลาดมัททรา (Muttrah Souq)
https://www.youtube.com/watch?v=gnAHWdbTVhA

ตลาดมัททรา (Muttrah Souq)
https://www.youtube.com/watch?v=gnAHWdbTVhA
เมื่อเครื่องแลนดิ้งที่ท่าอากาศยานเมืองมัสกัตแล้ว ที่เที่ยวแรกที่ต้องตามเก็บก็คือตลาดมัททรา (Muttrah Souq) เป็นหนึ่งในตลาดที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอาหรับที่อยู่มาหลายร้อยปีจนถึงทุกวันนี้ นำเข้าสินค้าจากจีน อินเดีย ยุโรป และประเทศต่างๆ ผ่านท่าเรือมัสกัตอันเก่าแก่ เมื่อมองไปทางทะเลก็ให้นึกถึงการผจญภัยของซินแบดในน่านน้ำอาราเบียนขึ้นมาเลยทีเดียว

มัสยิดสุลต่านกาบูส (Sultan Qaboos Grand Mosque)
https://www.youtube.com/watch?v=gnAHWdbTVhA

มัสยิดสุลต่านกาบูส (Sultan Qaboos Grand Mosque)
https://www.youtube.com/watch?v=qad7FYnIR6U

มัสยิดสุลต่านกาบูส (Sultan Qaboos Grand Mosque)
ด้วยเวลาสั้นๆ ไม่กี่สิบนาทีจากตลาดเราก็ไปต่อสู่ความอลังการมัสยิดสุลต่านกาบูส (Sultan Qaboos Grand Mosque) มัสยิดใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดในประเทศโอมาน ( มีการเคลมว่าสวยที่สุดในโลกตะวันออกกลาง ซึ่งจริงแค่ไหนต้องไปชมเอง ส่วนสตรีเข้าชมต้องแต่งกายมิดชิด ) เมื่อเข้าไปในมัสยิดแห่งนี้จะรู้สึกเลยว่าตัวเราเล็กจ้อยลงไปทีเดียว เพราะนอกจากความใหญ่โตโออ่าอลังการงานสร้างแล้ว การประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจงด้วยกระจกสี หินอ่อน คริสตัล และทองคำ ก็ทำให้เรายืนแลตะลึงพรึงเพริดได้อย่างชะงัด โดยเฉพาะพรมทอมือขนาดยักษ์ขนาด 70 × 60 เมตร (พื้นที่รวมเท่า 10 สนามบาส!) ที่ใช้เวลาทอถึงกว่า 4 ปีโดยช่างฝีมือกว่า 600 คนก็ยิ่งทำให้ทึ่งไปอีกหลายนาที ยัง! ยังไม่หมด! ที่มียังมีแชนเดอเลียใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

Al Alam Palace หรือ Sultan’s Palace
https://www.youtube.com/watch?v=gnAHWdbTVhA
จากนั้นโฉบไปถ่ายรูปกันที่ Al Alam Palace หรือ Sultan’s Palace พระราชวังที่ประทับเดิมของของสุลต่าน Qaboos (คาบูส) ซึ่งอยู่ย่านเมืองเก่าของโอมาน แม้จะไม่ให้เข้าไปถ่ายรูปด้านในแต่แค่ความงามด้านนอกนั้นก็สะกดสายตาอยู่หมัดจนลั่นชัตเตอร์กันระวิงเลยทีเดียว ขณะเดินไปยังพระราชวังอย่าลืมมองไปทางด้านขวา คุณจะได้เห็นอดีตจากกำแพงเมืองเก่าและป้อมปราการ Al-Jalali ที่เราควรไปชมวิวเมืองเลียบทะเลจากที่นั่นเป็นอย่างยิ่ง

Al-Jalali
Al-Jalali ตั้งอยู่บินเนินหินติดทะเลเหนืออ่าวโอมาน ถูกสร้างขึ้นสมัยศตวรรษที่ 16 สมัยที่โปรตุเกสครองมัสกัต ช่วงหนึ่งเคยเป็นคุก แต่ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวสำหรับจัดแสดงมรดกและวัฒนธรรมของโอมาน เปิดให้เข้าชมทั้งปีซึ่งใครอยากเห็นวิวเมืองเก่าโอมานแบบเต็มตา พร้อมพระอาทิตย์ตกไม่ควรพลาดขึ้นไปชมได้ที่นี่ แต่หากใครมีเวลามากหน่อยและชอบประวัติศาสตร์แนะนำว่าไม่ควรพลาด National Museum of Oman ซึ่งรวบรวมความเป็นมาของโอมานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไว้อย่างม้วนเดียวจบแต่ต้องใช้เวลาเก็บรายละเอียด 1-2 ชั่วโมงเลยทีเดียว
เมื่อหนำใจกับตัวเมืองไปแล้วก็ถึงเวลาออกไปตะลุยนอกเมืองด้วย 4WD!

Bimmah Sinkhole หรือหลุมน้ำบิมมาซิงค์โฮล
ภาพถ่ายโดยKaterina KerdiบนUnsplash
ที่แรกที่แนะนำคือ Bimmah Sinkhole หรือหลุมน้ำบิมมาซิงค์โฮล ซึ่งตั้งอยู่ในสวน Hawiyat Najm Park ไกลจากมัสกัตสักราวๆ หนึ่งชั่วโมง ชนพื้นเมืองเชื่อว่าหลุมนี้เกิดขึ้นจากอุกาบาตพุ่งชน แต่นักวิทยาสตร์เขาบอกว่าเกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลก ซึ่งลึกประมาณ 50 เมตร ก้นหลุมจะมีน้ำซึมออกมาตลอดทั้งปี เป็นสีเขียวมรกตใสแจ๋ว ใครชอบว่ายน้ำอย่าลืมติดชุดว่ายน้ำไปด้วย แต่ถ้าหน้าหนาวขอบอกเลยว่าเย็นเจี๊ยบทีเดียวเชียว

ทะเลทรายวาฮิบา (Wahiba Sands)

ทะเลทรายวาฮิบา (Wahiba Sands)
https://www.youtube.com/watch?v=gnAHWdbTVhA
จากนั้นหลุดไปสู่โลกอีกใบที่ทะเลทรายวาฮิบา (Wahiba Sands) ซึ่งห่างจากมัสกัตราว 190 กิโลเมตร ใครที่เมารถเริ่มกินยาป้องกันการเมาได้เลย เพราะเข้าเขตทะเลทายเมื่อไหร่ความหัวสั่นหัวคลอนจะบังเกิดในทันที ทะเลทรายที่นี่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาราว ๆ 200 x 100 กิโลเมตร มีเนินทรายสูงๆ ต่ำๆ เฉลี่ย 100-150 เมตร ซึ่งอย่างที่บอกคือสมควรไปช่วงหน้าหนาวของที่นั่น เพราะในหน้าร้อนถึงกับเหนียงละลายกันได้เลย เมื่อมาถึงแล้วอย่าลืมเล่น sand board หรือขี่อูฐของชาวเบดูอินสักรอบรับรองจะติดใจ แต่ถ้าจะให้เข้าถึงความเป็นที่นี่ต้องค้างแรมในเต็นท์ ( ควรติดต่อที่พักมาก่อนหรือให้ไกด์แนะนำ ) เพราะยามค่ำคืนกลางทะเลทรายอันหนาวเย็นนั้นคุณจะเห็นหมู่ดาวน้อยใหญ่ชัดเจนพรึบพรับเต็มท้องฟ้า และมองทางช้างเผือกได้ง่ายด้วยตาเปล่าอีกด้วย

โอเอซิสวาดิ หรือวาดิชาบ (Wadi Shab)
https://www.youtube.com/watch?v=u_yOrG6YwfI

โอเอซิสวาดิ หรือวาดิชาบ (Wadi Shab)
https://www.youtube.com/watch?v=gnAHWdbTVhA
ส่วนสายแอดเวนเจอร์ตัวจริงนั้นต้องไม่พลาดเล่นน้ำที่โอเอซิสวาดิ หรือวาดิชาบ (Wadi Shab) โอเอซิสระดับโลกที่ตั้งอยู่ในแคว้น Al Sharqiya (เดินทางจากมัสกัตประมาณ 2 ชั่วโมง) ความอลังการตามธรรมชาติ ณ ที่แห่งนี้ประกอบไปด้วยหน้าผา โขดหิน ต้นปาล์ม สระน้ำใสแจ๋วหลายแห่ง เกิดขึ้นราวกับว่าเป็นสวนแห่งการพักผ่อนที่พระเจ้าแอบมาสร้างไว้ ไฮไลต์คือน้ำตกในถ้ำที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ซึ่งนอกจากจะต้องเดินเท้ากว่าครึ่งชั่วโมงเพื่อไปเยือนแล้ว ยังต้องว่ายน้ำผ่านหลุมระหว่างภูเขาเข้าไปอีกด้วย น้ำตกแห่งนี้จึงกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักผจญภัยทั่วโลกให้มาเยือนสักครั้งในชีวิต

ภูเขา Jebel Akhdar
https://www.youtube.com/watch?v=u_yOrG6YwfI
ท่ามกลางสีน้ำตาลทั้งประเทศของโอมานนั้น ยังมีแหล่งพื้นที่สีเขียวอีกแห่งที่น่าไปสัมผัสนั่นก็คือภูเขา Jebel Akhdar (ไกลจากมัสกัตราวๆ 280 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมง) ด้วยอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,000 เมตร ที่นี่จึงมีความชุ่มชื้นมากเพียงพอในการเพาะปลูก มีการปลูกไม้ผลนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น แอปริคอต พลัม มะเดื่อ องุ่น แอปเปิล และลูกแพร์ เหมาะมากสำหรับคนชอบไต่เขาและเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ซึ่งคุณจะได้เห็นกุหลาบป่าแดงเข้มเต็มเนินเขาในช่วงเมษายนและพฤษภาคม เจ้าดอกกุหลาบสีแดงเข้มนี่เองที่ถูกใช้ในการทำน้ำกุหลาบซึ่งจะกลายมาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำอาหารและยา

ดอกกุหลาบสีแดงเข้มนี่เองที่ถูกใช้ในการทำน้ำกุหลาบซึ่งจะกลายมาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำอาหารและยา
จากนั้นไปดูประตูที่ Nizwa Souk (ห่างจากมัสกัตประมาณ 140 กิโลเมตร) Nizwa Souk คือตลาดเก่าแก่ที่มีอายุราวๆ 1200 ปี ตั้งอยู่ที่เมือง Nizwa เมืองหลวงดั้งเดิมของโอมาน ซึ่งเมื่อมาถึงก็บอกได้เลยว่ามันเหมือนบ้านอะลาดินชัด ๆ เพราะเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอาหรับในยุคเก่า ยิ่งเมื่อเข้าตลาด Nizwa Souk ด้วยแล้วเราจะได้กลิ่นอารยธรรมชัดเจนมากจากเครื่องเทศนานาชนิดส่งกลิ่นหอมลอยฟุ้งไปทั่ว ยิ่งมาวันศุกร์ด้วยแล้วคุณจะหฤหรรษ์กับตลาดค้าแพะที่จูงกันมาเป็นๆ ละลานตายิ่งนัก แต่ถ้าอยากถ่ายรูปแบบเก๋ ๆ แนะนำว่าให้ดิ่งไปหาประตูบ้านร้านรวงที่นั่น เพราะนอกจากสีสันจัดจ้านแล้วและยังมีลาดลายอันเป็นเอกลักษณ์ที่หาชมยาก ส่วนใครอยากเห็นวิวแบบภาพรวมของเมือง Nizwa ให้เดินขึ้นไปที่ป้อม Nizwa Fort ป้อมปราการเฝ้าระวังภัยอันเก่าแก่ที่จะทำให้เราเห็นเมืองในแบบ 360 องศาอีกด้วย

ชีวิตริมทะเลที่เมือง Sur
และก่อนที่จะวกกลับเข้าเมืองหลวงมัสกัต ขอแนะนำให้สโลว์ไลฟ์กับชีวิตริมทะเลที่เมือง Sur เพราะที่นี่ยังคงเก็บวิถีชีวิตดั้งเดิมแบบชาวประมงไว้ แถมยังได้ชมวิธีต่อเรือไม้โบราณรูปร่างแปลกๆ ที่เรียกว่า Dhow (เรือไม้ที่เรามักเห็นในเรื่องซินแบดผจญภัยนั่นแหละ) ซึ่งนอกจากจะทำใช้เองแล้วยังส่งออกเป็นสินค้าหลักของเมืองด้วย (ลำใหญ่เท่าเรือนำเที่ยวนี่ราคาอยู่ที่ 5 ล้านบาท)
ระหว่างทางกลับเข้าเมืองมัสกัตนั้นอย่าลืมแวะตามโตรกธารธรรมชาติข้างทางและเมืองเล็กๆ เก่าแก่เพื่อยืดเส้นยืดสายและเก็บภาพอีกเล็กน้อยก่อนจะดิ่งตรงไปจิบอะไรเย็นๆ หน้าคาเฟ่เพื่อรอเพราะอาทิตย์ตกทะเลที่ Muttrah cornice ถนนเลียบชายหาดอันแสนงดงามประจำเมืองหลวงมัสกัต

Muscat Fort
ความจริงแล้วรายละเอียดความงามของโอมานยังมีอีกมากมายก่ายกองให้หยิบมาบอกกล่าว ซึ่งถ้าเอามาเรียงบนผืนผ้าไหมแล้วสะบัดพรึบขึ้นไปบนท้องฟ้าก็ไม่ต่างอะไรจากดวงดาวละลานตากลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างของที่นี่ น่าหลงใหลราวเรื่องเล่าในพันหนึ่งราตรี และมีเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้ที่ใครจะเสมอเหมือน... ‘โอมาน’
How to get there :
มีเที่ยวบินตรงสู่โอมานทุกวัน สะดวกสุดคือ Oman Air ส่วนสายการบินอื่นที่ต้องแวะพักก็จะมีโปรโมชั่นราคาที่ลดหลั่นลงไป
โอมานไม่มีรถเมล์และรถไฟ เพราะประชากรส่วนใหญ่มีรถยนต์(น้ำมันถูก) หากอยากเดินทางไปไหนสามารถเรียกแท็กซี่ได้(ซึ่งก็จะแพงหน่อย) หรือเช่ารถขับก็ได้เช่นกัน(ขับซ้าย)
When to go :
ช่วงเดือนที่น่าเดินทางไปโอมานที่สุดนั้นคือตั้งแต่ตุลาคม-มีนาคม เลยกว่านั้นอุณหภูมิจะสูงปรี๊ดซึ่งบางวันดีดไปเลย 45 องศาเซลเซียสทีเดียว
Travel Tips :
ขอวีซ่าออนไลน์ได้ด้วยตัวเองที่ evisa.rop.gov.om หรือทำแบบ Visa on Arrival ก็ได้เช่นกัน
สกุลเงินโอมานคือ เรียล (OMR) 1 เรียลเท่ากับ 81-82 บาท หากต้องการซื้อของในตลาดท้องถิ่นให้ใช้เงินเรียลสะดวกสุด
ของฝากขึ้นชื่อของโอมานนอกจากงานหัตถกรรมพื้นบ้านแล้วก็คือกำยาน
อย่าลืมชิมอินทผาลัมยังถิ่นกำเนิด เพราะรสชาติอร่อยกว่าที่มีในบ้านเรา
คนโอมานเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมาก แต่หากอยากถ่ายรูปอย่าลืมขออนุญาตก่อน โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Friday, July 19, 2019 - 08:01
admintator for web Travellerbar.com
LEAVE A COMMENT