ปราสาทหินพิมาย

POSTED BY TRAVELBARADMIN | Saturday, July 03, 2021 - 17:02

Cr. Photo: virtualhistoricalpark.finearts.go.th/

ปราสาทหินพิมาย สร้างขึ้นตามความเชื่อเกี่ยวกับสวรรค์และโลกมนุษย์ เป็นพุทธศาสนสถานในลัทธิพุทธมหายานที่สร้างขึ้นในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 16 เนื่องจากพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และเป็นปราสาทหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ท่านางสระผม ท่าน้ำของปราสาทหินพิมาย

ปราสาทหินพิมายอยู่ห่างจากตัวเมืองนครราชสีมา ประมาณ 60 กิโลเมตร ลักษณะผังของปราสาทหินพิมายนั้นสร้างขึ้นคล้ายเขาพระสุเมรุ มีองค์ปราสาทประธานเป็นศูนย์กลางซึ่งอยู่ใจกลางของเทวสถาน เป็นเสมือนทางเชื่อมระหว่างโลกกับสวรรค์ ทั้งปราสาทหินพิมายสร้างด้วยศิลาแดง ศิลาขาว และศิลาแลง ปราสาทแหล่งโบราณคดีที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ บนพื้นที่ 115 ไร่ วางแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 565 เมตร ยาว 1,030 เมตร ตั้งอยู่ในอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ที่เชื่อมต่อจากลุ่มแม่น้ำมูลไปสู่พระนครในอาณาจักรกัมพูชา

ชื่อ “พิมาย” นั้นน่าจะเป็นคำเดียวกันกับ “วิมายะ” ที่ปรากฏอยู่ในจารึกบนแผ่นหินกรอบประตูโคปุระ ระเบียงคดด้านหน้าของปราสาท ทั้งคำว่า “พิมาย” นั้นปรากฏเป็นชื่อเมืองในศิลาจารึกที่พบในอาณาจักรกัมพูชาหลายแห่ง แม้รูปคำจะไม่ตรงกันว่าเมืองวิมาย หรือวิมายะปุระ โดยเฉพาะข้อความในจารึกปราสาทพระขรรค์ที่กล่าวว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างที่พักคนเดินทางจากราชธานีมาเมืองพิมายรวม 17 แห่งแสดงถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างเมืองพิมายกับอาณาจักรเขมรและแสดงว่าเป็นเมืองสำคัญ

ทางเดินเข้าปราสาทหินพิมาย

จากหลักฐานศิลาจารึกและศิลปะสร้างบ่งบอกว่า ปราสาทหินพิมายคงเริ่มสร้างขึ้นสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในฐานะเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ รูปแบบของศิลปะเป็นแบบบาปวนผสมผสานกับศิลปะแบบนครวัด ซึ่งปราสาทนี้ได้ถูกดัดแปลงมาเป็นสถานที่ทางศาสนาพุทธในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทพิมายหันหน้าไปทางทิศใต้ ที่เข้าใจว่าเพื่อรับกับถนนที่ตัดมาจากกัมพูชา และมีการสร้างอโรคยาศาลาและที่พักเดินทาง ขึ้นตามแนวถนนจนถึงพิมายในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายของกัมพูชา  เมื่ออิทธิพลของวัฒนธรรมขอมเริ่มเสื่อมลงหลังรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และมีการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยในเวลาต่อมา เมืองพิมายคงจะหมดความสำคัญลงและหายไปในที่สุด

สถาปัตยกรรมสำคัญ

สะพานนาคราช เป็นส่วนแรกเมื่อเดินผ่านเข้าไปจะเห็นสะพานนาคราชและประติมากรรมรูปสิงห์ ตั้งอยู่ด้านหน้าของซุ้มประตูด้านทิศใต้ของปรางค์ประธาน ซึ่งเป็นส่วนหน้าของปราสาท ทั้งนี้อาจสร้างให้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ ตามคติความเชื่อในเรื่องจักรวาลทั้งในศาสนาฮินดู มีลักษณะเป็นรูปกากบาท ยกพื้นสูงจากพื้นดินประมาณ 2.50 เมตร ราวสะพานโดยรอบทำเป็นลำตัวพญานาค ชูคอแผ่พังพานเป็นนาคเจ็ดเศียร มีลำตัวติดกันเป็นแผ่น หันหน้าออกไปยังเชิงบันได

บริเวณปราสาทพิมาบมองผ่านระเบียงคต

ซุ้มประตูและกำแพงชั้นนอก ของปราสาท ถัดจากสะพานนาคราชเข้ามาเป็นซุ้มประตูที่เรียกว่า โคปุระ ของกำแพงปราสาทด้านทิศใต้ ก่อด้วยหินทราย มีผังเป็นรูปกากบาทและมีซุ้มประตูลักษณะเดียวกันนี้อีก 3 ทิศ คือ ทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก โดยมีแนวกำแพงสร้างเชื่อมต่อระหว่างกันเป็นผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวจากเหนือถึงใต้ 277.50 เมตร และกว้างจากตะวันออกไปตะวันตก 220 เมตร ซุ้มประตูด้านทิศตะวันตกมี ทับหลัง ชิ้นหนึ่งสลักเป็นรูปขบวนแห่พระพุทธรูปนาคปรกที่ประดิษฐานอยู่เหนือคานหาม

ซุ้มประตูและกำแพงชั้นใน (ระเบียงคด) เมื่อผ่านจากซุ้มประตูและกำแพงชั้นนอกไปแล้ว ก็จะถึงซุ้มประตูและกำแพงชั้นใน ซึ่งล้อมรอบปรางค์ประธาน กำแพงชั้นในของปราสาทแตกต่างจากกำแพงชั้นนอก คือ ก่อเป็นห้องยาวต่อเนื่องกันคล้ายเป็นทางเดินมีหลังคาคลุม อันเป็นลักษณะที่เรียกว่า ระเบียงคด มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความยาวจากเหนือถึงใต้ 80 เมตร และความกว้างจากตะวันออกถึงตะวันตก 72 เมตร มีทางเดินกว้าง 2.35 เมตร เดินทะลุกันได้ตลอดทั้งสี่ด้าน หลังคามุงด้วยแผ่นหิน การบูรณะระเบียงคดเมื่อปี พ.ศ 2532 ได้พบแผ่นทองดุนลายรูปดอกบัว 8 กลีบ บรรจุไว้ในช่องบนพื้นหินของซุ้มประตูระเบียงคดเกือบจะทุกด้าน แผ่นทองเหล่านี้คงไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลเหมือนที่พบในปราสาทอื่นอีกหลายแห่ง

ปราสาทยามค่ำ

ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่กลางลานภายในระเบียงคด เป็นศูนย์กลางของศาสนสถานแห่งนี้  สร้างด้วยหินทรายสีขาวทั้งองค์ ต่างจากซุ้มประตู(โคปุระ)และกำแพงชั้นในและชั้นนอกที่สร้างด้วยหินทรายสีแดงเป็นหลัก มีหินทรายสีขาวเป็นส่วนประกอบบางส่วน เนื่องจากหินทรายสีขาวมีคุณสมบัติคงทนดีกว่าหินทรายสีแดง องค์ปรางค์สูง 28 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสองยาวด้านละ 22 เมตร ด้านหน้ามีมณฑปเชื่อมต่อกับองค์ปรางค์โดยมีฉนวนกั้น องค์ปรางค์และมณฑปตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ส่วนด้านอื่น ๆ อีกสามด้านมีมุขยื่นออกไป มีบันไดและประตูขึ้นลงสู่องค์ปรางค์ทั้งสี่ด้าน

ปรางค์พรหมทัต ตั้งอยู่ด้านหน้าปรางค์ประธานเยื้องไปทางซ้ายสร้างด้วยศิลาแลง มีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม กว้าง 14.50 สูงประมาณ 15 เมตร สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ภายในปรางค์พบประติมากรรมหินทรายจำหลักเป็นรูปประติมากรรมของพระเจ้าชัยวรมันที่7 (จำลอง) ที่เรียกว่า ปรางค์พรหมทัต ก็เพื่อให้เข้ากับตำนานพื้นเมืองเรื่องท้าวพรหมทัตพระเจ้าแผ่นดิน ปัจจุบันกรมศิลปากรได้เก็บรักษาองค์จริงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย

ปรางค์ประธาน

ปรางค์หินแดง ตั้งอยู่ทางด้านขวา สร้างด้วยหินทรายสีแดง กว้าง 11.40 เมตร สูง 15 เมตร มีมุขยื่นออกไปเป็นทางเข้าทั้ง 4 ทิศ เหนือกรอบประตูทางเข้าด้านทิศเหนือมีทับหลังสลักเป็นภาพเล่าเรื่องในมหากาพย์ภารตะตอนกรรณะล่าหมูป่า ออกจากระเบียงคด (กำแพงชั้นใน) มาบริเวณลานชั้นนอกทางด้านทิศตะวันตก ล้อมรอบด้วยกำแพงชั้นนอกอีกชั้นหนึ่ง ประกอบด้วยอาคารที่เรียกว่า บรรณาลัย มีสองหลังตั้งอยู่คู่กันและมีสระน้ำอยู่ทั้งสี่มุม

บริเวณปราสาทพิมายเมื่อดูจากภาพถ่ายทางอากาศจะเห็นได้ชัดว่าเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคู และกำแพงเมืองล้อมรอบมีศาสนสถานอยู่กลางเมืองแวดล้อมด้วยชุมชนใหญ่น้อยรายรอบเป็นกลุ่มใหญ่ ตัวเมืองพิมายตั้งอยู่ที่ทำเลที่ดีและมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์อยู่รอบเมืองได้แก่ แม่น้ำมูลไหลผ่านทางด้านทิศเหนือ และทิศตะวันออกด้านทิศใต้มีลำน้ำเค็มทางด้านทิศตะวันตกมีลำน้ำจักราชไหลผ่านไปบรรจบกับแม่น้ำมูล

ที่ราบลุ่มโดยรอบปราสาทหินพิมาย สามารถทำการกสิกรรมได้เป็นอย่างดี ทั้งมีแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคภายในเมือง ได้แก่ สระแก้ว สระพลุ่ง สระขวัญ สระน้ำที่ขุดขึ้นภายนอกเมือง คือ สระเพลงทางทิศตะวันออก สระโบสถ์ และสระเพลงแห้งทางทิศตะวันตก และอ่างเก็บน้ำ(บาราย) ขนาดใหญ่อยู่ทางทิศใต้จังหวัดนครราชสีมา

รูปประติมากรรมของพระเจ้าชัยวรมันที่7 (จำลอง)

ปราสาทพิมายเดิมมีสภาพปรักหักพังทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ในพุทธศักราช 2507 กรมศิลปากรได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลประเทศฝรั่งเศสบูรณซ่อมแซมปราสาทประธานของปราสาทพิมายจนแล้วเสร็จ ในพุทธศักราช 2512 ต่อมาเมืองพิมายและปราสาทพิมายก็ได้รับการพัฒนาให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์พิมายในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 ดำเนินการบูรณะโบราณสถานตั้งแต่ พุทธศักราช 2525 เป็นต้นมา จนแล้วเสร็จและเปิด เป็นอุทยานประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 เมษายน พุทธศักราช 2532

พุทธศักราช 2479 ได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพิมาย เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2479  พุทธศักราช 2507-2512 ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลฝรั่งเศสผ่านทางองค์การสนธิสัญญาป้องกันว่าร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) ดำเนินการบูรณะปราสาทพิมายด้วยวิธีอนัสติโลซิส (Anastylosis) โดยมี นายแบร์นาร์ด ฟิลลิปป์ โกรส์ลิเยร์ (Bernard Phillip Groslier) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส และศาสตราจารย์หม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์เป็นผู้อำนวยการบูรณะ ซึ่งได้แล้วเสร็จในปีพุทธศักราช 2511 อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย

พุทธศักราช 2519-2532 กรมศิลปากรได้จัดตั้งโครงการอุทยานประวัติศาสตร์พิมายขึ้นมาทำการบูรณะและปรับปรุงเมืองพิมายจนแล้วเสร็จและเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม เมื่อปี 2532  อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 07.30-18.00 น. ค่าเข้าชม ชาวไทยคนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 40 บาท มีบริการยุวมัคคุเทศก์ซึ่งเป็นนักเรียนจากโรงเรียนพิมายวิทยานำชมสถานที่ฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0 4447 1568

travelbaradmin's picture

ABOUT THE AUTHOR

POSTED BY travelbaradmin | Saturday, July 03, 2021 - 17:02


admintator for web Travellerbar.com


RELATED FEED

POSTED BY travelbaradmin | Tuesday, October 01, 2024 - 14:10

5 สถานที่ในจางเจียเจี้ย ที่เป็นสวรรค์ของผู้รักธรรมชาติ


LEAVE A COMMENT

POSTED BY travelbaradmin | Tuesday, October 01, 2024 - 14:06

5 แหล่งใน Marrakesh หัวใจแห่งโมร็อกโก


LEAVE A COMMENT

POSTED BY travelbaradmin | Tuesday, October 01, 2024 - 14:02

ล่องแพแม่น้ำโฮซูกาวะและสัมผัสประสบการณ์กิโมโน


LEAVE A COMMENT