POSTED BY TRAVELBARADMIN | Sunday, December 29, 2019 - 16:57
“พระยาพาลาซโซ” อาคารสถาปัตยกรรมแบบพาลาดิโอที่ได้รับอิทธิพลมาจากการออกแบบของพาลาดิโอ หรือ ปัลลาดีโอ สถาปนิกชาวเวนิช อิตาลี(ค.ศ. 1508–1580) โดยมีพื้นฐานมาจากความสมมาตร ความมีทัศนมิติ (perspective) และคุณค่าของสถาปัตยกรรมการก่อสร้างวัดของกรีกและโรมันโบราณ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 การก่อสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมนี้ได้รับความนิยมในประเทศไทยต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าและการติดต่อกับชาวตะวันตกในยุคนั้น

อาคารสถาปัตยกรรมแบบพาลาดิโอ “พระยาพาลาซโซ” Cr.pic.: Praya Palazzo
อาคารมีอายุเกือบ 100 ปี ตั้งฉายเด่นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับสวนสันติชัยปราการและท่าพระอาทิตย์ ซึ่งได้รับการบูรณะโดย ผศ.วิชัย พิทักษ์วรรัตน์ สถาปนิกหนุ่มผู้หลงใหลความงดงามของอาคารหลังนี้ และได้ทำการบูรณะฟื้นคืนชีวิตจนอยู่ในสภาพใกล้เคียงกับในอดีตที่สุด

Chao Phraya Suite, Cr.pic. Dithichaya Ruangsirikorn

Chao Phraya Suite, Cr.pic. Dithichaya Ruangsirikorn

สามารถชมวิวเจ้าพระยาขณะอาบน้ำ Cr.pic.: Dithichaya Ruangsirikorn
ปัจจุบัน อาคาร “พระยาพาลาซโซ” เปิดเป็นโรงแรมหรูสไตล์แมนชั่น ในกลิ่นอายอิตาเลียน-ไทย มีบริการห้องพักจำนวน 15 ห้อง พร้อมบริการจัดเลี้ยงในแบบส่วนตัว ทั้งงานเลี้ยงสังสรรค์ งานเลี้ยงรับรอง และงานแต่งงาน โดยมีห้องอาหารไทยแบบชาววังดั้งเดิม “พระยาไดนิ่ง” ไว้รองรับ

Praya Dinning, Cr.pic.: Dithichaya Ruangsirikorn
และมีเมนูอาหารไทยโบราณหลากหลายจากตำรับชาววัง ที่สื่อถึงเรื่องราววัฒนธรรมการรับประทานอาหารของคนไทยมาแต่ครั้งอดีตสมัยสุโขทัยจวบจนสมัยรัตนโกสินทร์ ผ่านการศึกษาและรวบรวมจากตำราอาหารไทยตำรับชาววัง จากประวัติศาสตร์และวรรณกรรมที่สำคัญ อาทิ “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” บทประพันธ์ในรัชกาลที่ 2 “คู่มือแม่ครัว” ประพันธ์โดย ล. เภตรารัตน์ ”ตำรับกับเข้า” ประพันธ์โดย หม่อมซ่มจีน หรือ “หนังสือเรื่องเล่าชาววัง หรือชีวิตในวัง” โดยหม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ จนกลายมาเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่มารวมตัวอยู่ที่ห้องอาหารพระยาไดนิ่งของเจ้าพระยาพาลาซโซแห่งนี้

แกงรัญจวนหมู หนึ่งในอาหารซิกเนเจอร์ของ เจ้าพระยา ไดนิ่ง Cr.pic: Dithichaya Ruangsirikorn
“แกงรัญจวนหมู” คือหนึ่งในเมนูอาหารโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เกิดจากภูมิปัญญาในการรังสรรค์อาหารของคนไทย ที่นำน้ำพริกกะปิซึ่งรับประทานเหลือ มาปรุงใหม่เป็นแกงรสชาติออกเปรี้ยวอมหวานเผ็ดร้อนได้อย่างกลมกล่อมลงตัว ด้วยเครื่องน้ำพริกกะปิผสมกับโหระพา ตะไคร้ และกระเทียม ปรุงกับหมูเนื้อนุ่ม และใส่พริกสดเป็นลูกโดดให้สำหรับคนชอบรสจัด ถือเป็นเมนูที่หารับประทานได้ยาก และยังคงปรุงรสชาติแบบโบราณแท้ๆ
“หรุ่มหมู” เมนูเรียกน้ำย่อย ที่ปรุงจากหมูสับผสมกับรากผักชี กระเทียม พริกไทย และถั่ว ห่อด้วยไข่เป็นคำๆ รสชาติหอมอร่อย
“กุ้งโสร่ง” อีกหนึ่งเมนูเรียกน้ำย่อยที่ได้รับความนิยม ซึ่งสมัยก่อนจะใช้หมูมาพันด้วยเส้นหมี่ แต่ที่นี่จะมีการประยุกต์ใช้กุ้งมาพันด้วยเส้นบะหมี่ ทอดจนเหลืองกรอบ รับประทานกับน้ำจิ้มบ๊วยที่ปรุงรสชาติหวานอ่อนๆ หอม และเค็มแบบพอดีๆ
“แสร้งว่ากุ้งปลาดุกฟู” ปลาดุกสุกขูดเป็นชิ้นเล็กๆ ทอดจนเหลืองฟูกรอบ คู่กับน้ำจิ้มกุ้งสด พริกสด หอมแดง ปรุงรสชาติหวานอมเปรี้ยว และรับประทานกับผักสด

ต้มยำแห้งปลากระพง Cr.pic.: Dithichaya Ruangsirikorn
“ต้มยำแห้ง” เมนูฟิวชั่น ที่มีพิเศษเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ โดยใช้ปลากะพงมาทอดและราดด้วยน้ำคลุกคลิกของต้มยำรสชาติเข้มข้น หอมเครื่องปรุงต้มยำ

กุ้งแม่น้ำเผาน้ำปลาหวาน ดอกสะเดาลวก Cr.pic.: Dithichaya Ruangsirikorn
“กุ้งเผาน้ำปลาหวาน” ที่ใช้กุ้งแม่น้ำตัวโตเผาสุกกำลังดี รับประทานคู่กับสะเดา ผักชี และน้ำปลาหวานที่ปรุงจากน้ำตาลโตนด จึงให้รสชาติหวานหอมกลมกล่อม หากท่านใดชอบรสเผ็ดก็มีพริกแห้งโรยหน้าให้แกล้มด้วย
“แกงหมูเทโพ” ที่ปรุงรสชาติแบบโบราณ หวาน มัน จากกะทิ อร่อยกับเนื้อหมูสามชั้นนุ่มๆ ปรุงเค็ม เปรี้ยว ใส่ยอดผักบุ้งอ่อนๆ ทั้งหอมกลิ่นเครื่องแกงอวลในปาก
“ผัดสายบัวไข่เค็ม” เมนูโบราณที่คัดสรรสายบัวก้านอ่อนๆ มาผัดกับไข่เค็ม ปรุงรสชาติกลมกล่อม สัมผัสได้ถึงรสชาติกรอบหวานจากสายบัว และมันเค็มจากไข่เค็ม ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูที่รับประทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ได้อย่างอร่อยลิ้นทีเดียว

ทับทิมมรกตของหวานที่เข้มข้นหวานมัน หอมน้ำและเนื้อมะพร้าวอ่อน Cr.pic.: Dithichaya Ruangsirikorn
เมนูหวานที่นี่ก็มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ไม่แพ้กัน ซึ่งมีหลายด้วยกัน อย่างของหวานนามดอกไม้อย่าง “อินทนิล” ที่ใช้สาคูเม็ดเล็กใส่น้ำใบเตยปั้นเป็นลูก นำมาลวกให้สุก ใส่น้ำกะทิรสชาติหวานมัน หรือ “บัวลอยลูกตาล” ที่ใช้เนื้อลูกตาลมาปั้นผสมกับแป้งบัวลอย ทำให้ได้กลิ่นหอมหวานของลูกตาล ในน้ำกะทิหวานมันที่มีเนื้อมะพร้าวอ่อนด้วย “สละลอยแก้ว” เมนูของหวานชาววังที่คัดสรรสละรสชาติอมเปรี้ยวอมหวานมารับประทานกับน้ำเชื่อมและน้ำแข็ง หวานอร่อยชื่นใจ และ “ทับทิมมรกต” ในน้ำกะทิเข้มข้นหวานมัน โรยหน้ามาด้วยเนื้อขนุนและเนื้อมะพร้าวอ่อนหั่นเป็นชิ้นหนาพอดีคำ ซึ่งขนมหวานในน้ำกะทิของที่นี่จะมีความพิเศษคือ น้ำกะทิผสมด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน เพื่อให้ได้รสชาติหอม หวาน มัน และใช้เนื้อมะพร้าวอ่อนมาโรยหน้าขนมอีกด้วย
อาหารยวนใจให้อยากชิม

มุมผ่อนคลายที่ระเบียง Cr.pic.: Dithichaya Ruangsirikorn
นอกจากความโดดเด่นเรื่องอาหารการกินแบบฉบับโบราณแล้ว “พระยาลาซโซ” ยังเป็นสถานที่พักผ่อนที่อบอุ่น และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ความงามของสถาปัตยกรรมที่ย้อนเวลาไปเกือบร้อยปี ด้วยห้องพักสุดหรูที่มีจำนวนเพียง 15 ห้อง สถานที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่ร่มรื่น จึงทำให้บรรยากาศการพักผ่อนค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวและสงบเงียบ ผู้มาพักสามารถเอนกายนอนรับลมเย็นๆ หรือว่ายน้ำในสระด้านหน้า พร้อมชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างเพลิดเพลินทั้งวัน หรือหากอยากจะออกไปเดินเที่ยวชมเมืองและบริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ก็มีบริการเรือข้ามฟากคอยรับ-ส่งจากท่าน้ำหน้าโรงแรมไปยังท่าพระอาทิตย์ ถนนพระอาทิตย์ ตลอดเวลา

Meeting facilities Room, Cr.pic.: Praya Palazzo
แวะไปลองลิ้มชิมอาหารไทยตำรับชาววัง ในบรรยากาศย้อนยุคสุดคลาสสิกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และด้วยราคาห้องพักที่ไม่ต่างไปจากรีสอร์ทในเมืองท่องเที่ยว “พระยาลาซโซ” จึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการหลบหลีกความวุ่นวายของเมืองหลวงเพื่อชาร์จแบตให้กับตัวเองในช่วงเวลาสั้นๆ โดยการพักผ่อนในแบบ Staycation ที่เหมือนพักผ่อนอยู่กับบ้าน ไม่ต้องเดินทางไกล และยังคงอยู่ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เพราะเพียงข้ามฝั่งแม่น้ำมาที่นี่ ก็จะรู้สึกราวกับได้เดินผ่านประตูมิติย้อนวันเวลากลับไปในสถานที่อันแสนอบอุ่น สงบ และผ่อนคลายมากเลยทีเดียว
อาคาร “พระยาลาซโซ” หรือ “บ้านบางยี่ขัน” สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2466 เจ้าของอาคารคือ “อำมาตย์เอก พระยาชลภูมิพานิช” เป็นขุนนางและคหบดีเชื้อสายจีนที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาท ซึ่งรับราชการในกรมท่าซ้าย (กรมเจ้าท่าในปัจจุบัน) กระทรวงมหาดไทย เริ่มรับราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำหน้าที่ตรวจสอบและจัดเก็บรายได้จากเรือสินค้าที่เดินเรือผ่านทะเลอ่าวไทยเข้ามาสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่เรือจากด้านทะเลตะวันออก เช่น จีน จาม(กัมพูชา) และญวน (เวียดนาม)ได้สมรสกับคุณหญิงส่วน (สกุลเดิม อุทกภาชน์) ข้าหลวงใกล้ชิดในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 5 ได้พากันมาครองคู่ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านบางยี่ขันแห่งนี้ จนมีบุตรและธิดารวม 10 คน

Junior Suite Cr.pic.: Praya Palazzo
ภายหลังบ้านหลังนี้ได้สืบทอดมายังนายปานจิตต์ อเนกวณิช บุตรชายคนที่ 7 และได้โอนกรรมสิทธิ์ให้กลุ่มมุสลิมบางกอกน้อย (มูลนิธิมุสลิมกรุงเทพวิทยาทาน) นำมาใช้เป็นอาคารเรียนของโรงเรียนราชการุญ ส่วนครอบครัวอเนกวณิชก็ย้ายไปอยู่ที่ย่านสุขุมวิทตราบจนทุกวันนี้ หลังจากที่โรงเรียนราชการุญปิดตัวลง ได้ให้เอกชนเช่าเปิดเป็นอาคารเรียนโรงเรียนอินทรอาชีวศึกษาซึ่งปิดตัวลงใน พ.ศ. 2539
อาคารจึงถูกทิ้งร้างและทรุดโทรมลง ทิ้งความสงสัยให้กับคนรุ่นหลังที่สัญจรผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาว่าอาคารที่สวยงามแห่งนี้ไยจึงถูกทิ้งให้รกร้าง จนกระทั่ง ผศ.วิชัย พิทักษ์วรรัตน์ สถาปนิกหนุ่มผู้เฝ้ามองอาคารหลังนี้จากฝั่งสวนสันติชัยปราการได้ริเริ่มโครงการฟื้นชีวิตให้กับบ้านหลังนี้ โดยพยายามคงรูปแบบดั้งเดิมเหมือนในอดีตเอาไว้ให้มากที่สุด จนบูรณะแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2552 เป็นอาคารสวยงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนในอดีต พร้อมด้วยชื่อใหม่ว่า “พระยาพาลาซโซ” ซึ่งมีความหมายถึง “คฤหาสน์แห่งพระยาชลภูมิพานิช”

Praya Palazzo ท่ามกลางแมกไม้ตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยา Cr.pic.: Dithichaya Ruangsirikorn
ปัจจุบัน พระยาพาลาซโซ เป็นโรงแรมและห้องอาหารภายใต้เครือมนทาระ ฮอสพิตาลิตี้ กรุ๊ป ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านการอนุรักษ์ความเป็นไทย โดยได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น จาก สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และรางวัลสุดยอดโรงแรมบูติกไทย ทั้งในส่วนเขตที่ตั้งริมฝั่งแม่น้ำและทะเลสาบ (River&Lake) และในส่วนแนวคิดและวัฒนธรรม (Thematic) อีกด้วย
How to go there?
- พระยา พาลาสโซ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามสวนสาธารณะสันติชัยปราการ บางลำพู รถเข้าไม่ถึง สามารถแจ้งให้ทางโรงแรมส่งเรือข้ามฟากมารับได้ที่โทร. 081 402 8118 และ 02 883 2998
หรือหากขับรถมาเป็นหมู่คณะก็สามารถไปจอดรถที่วัดราชา แล้วจ้งให้ทางโรงแรมมารับ ก็จะได้นั่งชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาสบายๆ ถึง 15 นาทีด้วยกัน
- หากเดินทางด้วย Taxi หรือเรือด่วนเจ้าพระยา ก็ไปขึ้นที่ท่าพระอาทิตย์ แล้วแจ้งให้เรือทางโรงแรมมารับ
Lunch or Dinner
ห้องอาหาร พระยาไดนิ่ง เปิดทุกวัน 2 เวลา 7:00-10:00 น. และ 11:00-20:00 น.
โทรศัพท์ติดต่อ 081 402 8118 และ 02 883 2998
0 2883 2998
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Sunday, December 29, 2019 - 16:57
admintator for web Travellerbar.com
LEAVE A COMMENT