POSTED BY TRAVELBARADMIN | Sunday, January 26, 2020 - 16:51
เยือนถิ่นเช่งกิสข่าน สัมผัสอารยธรรมมองโก และธรรมชาติงาม บนที่ราบสูงของดินแดนแห่งทุ่งหญ้าและขอบฟ้ากว้าง

ทุ่งหญ้าและฟ้ากว้างของที่ราบสูงมองโกเลีย
Cr.pic.: Patrick Schneider on Unsplash
อูลานบาตอร์ เป็นเมืองหลวงประเทศมองโกเลีย บนที่ราบสูงแห่งทุ่งหญ้าอันเลืองชื่อ เกรตเสต็ปป์ เป็นภูมิศาสตร์แบบเสต็ปป์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศรัสเซีย และติดต่อกับประเทศจีน

ปศุสัตว์เป็นอาชีพหลักของชาวมองโก
ประเทศมองโกเลียมีพื้นที่ 1.5 ล้าน ตร.กม. ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ภูเขา และทุ่งหญ้า มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณ 3 เท่า มีอาณาเขตติดกับรัสเซียและจีน มีประชากร 2.94 ล้านคน นับเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นน้อยที่สุดในโลก เมืองอูลานบาตอร์ ซึ่งเป็นเมืองหลวง มีเนื้อที่ 4,704.4 ตารางกิโลเมตร ความสูงจากน้ำทะเลปานกลาง 1,350 เมตร มีประชากรราวกว่า 1 ล้าน 2 แสนคน

เมืองอูลานบาตอร์
Cr.pic.: Usukhbayar Gankhuyag on Unsplash
แม้มองโกเลียจะอยู่ในทวีปเอเชีย แต่อาคารบ้านเรือนในเมืองอูลานบาตอร์ ก็มีกลิ่นอายของตะวันตก เนื่องจากรับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมจากรัสเซีย รวมทั้งเรื่องอาหารการกิน
ที่จัตุรัส เช่งจิส กลางเมือง ด้านหนึ่งของลานมีรูปสลักหินขนาดใหญ่ของ ‘ข่าน’ คนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์มองโกเลีย และลานกว้างแห่งนี้ยังแวดล้อมด้วยตึกสูงทรงทันสมัยแปลกตาของสำนักงานบรรษัทข้ามชาติ เสมือนเป็นสถานที่ซึ่งโลกเก่าและโลกใหม่ได้มาบรรจบกัน เมืองหลวงของมองโกเลียมีทิวทัศน์ที่ปลอดโปร่งโล่งตา สามารถเห็นสวนสาธารณะหรือพื้นที่เปิดโล่ง ขณะที่อีกฝั่งก็เป็นแนวอาคารร้านค้า ผู้คนดูไม่จอแจมากนัก ตึกสูงจะกระจุกตัวอยู่ในย่านกลางใจเมือง ที่เลยเมืองออกมาไม่เท่าไรก็จะมีภูเขาและท้องฟ้าสีฟ้าเข้มสวยงามนัก

ที่พักอาศัยทันสมัยในอูลานบาตอร์
Cr.pic.: Adli Wahid on Unsplash
หากจะเดินทางจากเมืองไทยมาเยือนอูลานบาตอร์ สามารถเดินทางมาได้ทั้งจากปักกิ่ง ประเทศจีน หรือจากมอสโก ประเทศ รัสเซีย ด้วยการบินตรงมาลงที่อูลานบาตอร์ หรือนั่งรถไฟ นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมเดินทางด้วยรถไฟ เป็นการหาประสบการณ์ใหม่ ได้ชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่สวยงามแปลกตา แม้จะต้องนั่งยาวกันกว่า 1500 กิโลเมตร เพื่อมุ่งสู่อูลานบาตอร์ ได้สัมผัสความงามของธรรมชาติ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม อารยธรรมอันยิ่งใหญ่และประวัติศาสตร์อันเกรียงไกรของชนชาติมองโกล

รถไฟสาย TRANS-MONGOLIAN
Cr.pic.: Alex Drone
รถไฟสาย TRANS-MONGOLIAN ออกจากสถานีรถไฟกรุงปักกิ่ง ทุกวันอังคาร พุธ และเสาร์ โดยมีเพียงวันละเที่ยวเท่านั้น คือ เวลาประมาณ 11.22 น. เป็นเส้นทางรถไฟสายรองของทรานส์-ไซบีเรีย ที่เริ่มต้นจากวลาดิวอสต็อก และสิ้นสุดที่เซนต์-ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย จากกรุงปักกิ่งผ่านเมืองอูลานบาตอร์ แล้วจึงไปเชื่อมต่อกันที่เมืองอูลานอูเด (Ulan-Ude)
จากปักกิ่งไปยังอูลานบาตอร์ เป็นการเดินทางที่ยาวนานและต่อเนื่องกว่า 29 ชั่วโมง ผ่าน 9 สถานีหลัก รวมระยะทางกว่า 1,500 กิโลเมตร จะหยุดพักตามสถานีต่างๆ เฉลี่ยสถานีละ 10-15 นาที และพัก 3 ชั่วโมงเต็ม เมื่อเข้าสู่ชายแดนมองโกเลีย เพราะต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนตู้เสบียงและล้อใหม่ เนื่องจากความกว้างของล้อรถไฟจีนและมองโกเลียมีขนาดไม่เท่ากัน
วิวธรรมชาติที่งดงามสองข้างทาง และภูมิประเทศอันน่าตื่นตาตื่นใจ ตลอดระยะเวลาที่รถไฟแล่นผ่าน โดยเฉพาะภาพของทุ่งหญ้าสเตปป์สีเขียว ที่เวิ้งว้างกว้างไกลสุดลูกหูตา บางครั้งแซมด้วยดอกไม้ใบหญ้าหลากสี ตัดกับขอบฟ้าสีฟ้าสดสวย พาให้เพลิดเพลินใจยิ่งนัก

เต็นท์ที่พักหรือเกอ ที่พักแบบมองโกเลีย
CR.pic.: Audrius Sutkus on Unsplash
‘ทุ่งหญ้าสเตปป์’ (Steppe) มาจากภาษารัสเซียที่แปลว่า ‘ดินแดนที่ราบและแห้ง’ เป็นบริเวณที่มีสภาพอากาศและภูมิประเทศที่เป็นเอกลักษณ์ ประกอบด้วยที่ราบที่เป็นทุ่งหญ้ากว้างไม่มีต้นไม้ยืนต้น นอกจากบริเวณริมแม่น้ำหรือทะเลสาบ มีลักษณะอากาศแบบภูมิอากาศภาคพื้นทวีป และภูมิอากาศกึ่งแห้งแล้ง อุณหภูมิสูงสุดในฤดูร้อนอาจจะสูงถึง 40 °C และต่ำสุดในฤดูหนาวอาจจะลดลงถึงกว่า -40 °C นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างกันมากระหว่างอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืน บริเวณที่สูงของมองโกเลียอุณหภูมิตอนกลางวันอาจจะสูงถึง 30 °C แต่กลางคืนอาจจะลดต่ำลงต่ำกว่า 0 °C

วิถีชีวิตมองโกเลียในทุ่งกว้าง
Cr.pic.: Victor He on Unsplash
ชาวมองโกล ร้อยละ 47 มีอาชีพภาคการเกษตร ซึ่งส่วนใหญ่ทำปศุสัตว์ ในมองโกเลียมีสัตว์เลี้ยงประมาณเกือบ 50 ล้านตัว แต่สามารถผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคใช้ภายในประเทศได้เพียงร้อยละ 30 และต้องนำเข้าจากต่างประเทศร้อยละ 70 และรัฐบาลยังให้สัมปทานบริษัทต่างชาติเข้าไปทำเหมืองแร่ สินค้าส่งออกของมองโกเลียนั้นมีแร่ทองแดง ขนสัตว์ เครื่องหนัง และเนื้อสัตว์

เกอ ที่นักท่องเที่ยวสามารถไปพักได้
Cr.pic.: MrBrynnorth
ห่างจากตัวเมืองอูลานบาตอร์ราว 85 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ เมื่อเดินทางไป ตลอดสองข้างทางเรียงรายด้วยภาพวิถีชีวิตของชุมชน และการทำปศุสัตว์ ซึ่งเป็นอาชีพหลักของประเทศ อุทยานมีที่พักแบบรีสอร์ตธรรมชาติเป็นกระโจมแบบมองโกเลีย เรียกว่าเกอ เป็นสิ่งปลูกสร้างที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตชนเผ่ามองโกเลีย ที่ต้องเร่ร่อนไปเลี้ยงสัตว์ตามที่ต่างๆ
เกอร์(Ger) ได้รับการออกแบบให้เป็นทรงกลมเหมาะสำหรับลู่ลม หากต้องการแสงก็สามารถเปิดด้านบนรับแสงสว่างได้ สามารถโยกย้ายไปตั้งหลบหนาวที่หลังเทือกเขา และหนีร้อนไปตั้งอยู่ริมลำธาร หรือริมทะเลสาบ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ใช้ได้ดีตั้งแต่หลายพันปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากจะใช้เป็นที่อยู่อาศัยแล้ว เกอยังมีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมอื่นๆ ของมองโกเลียอีกด้วย เช่น วัด เป็นต้น ภาพของ เกอiNสีขาว ตั้งเรียงรายอยู่บนทุ่งหญ้า โอบล้อมด้วยเทือกเขาสูง คือ ‘พื้นที่ส่วนตัว’ ชั่วคราวของนักเดินทาง คงไม่กล่าวเกินจริงนัก ถ้าจะบอกว่าที่นี่คือ สวรรค์ที่ซ่อนเร้นอย่างแท้จริง

ศิลปะการร่ายรำของสาวมองโกเลีย
Cr.pic.: Huyaga M
‘เทศกาลนาดัม’ หรือการเฉลิมฉลองวันชาติมองโกล คือเทศกาลที่หลอมรวมจิตวิญญาณมองโกลเข้าไว้ด้วยกัน การได้ร่วมชมเทศกาลสุดพิเศษ ที่หนึ่งปีมีหนเดียว นับเป็นประสบการณ์แบบ ‘ครั้งหนึ่งในชีวิต’ ว่ากันว่าเป็นช่วงที่อูลานบาตอร์รถติดที่สุด เพราะชาวมองโกเลียค่อนประเทศจะเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อมาเฉลิมฉลองเทศกาลที่ยิ่งใหญ่นี้ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคมของทุกปี โดยเทศกาลนี้ จัดมาตั้งแต่ปี 1921 และได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติเมื่อปี 2010
มีพิธีเปิดเทศกาลที่สนามกีฬาแห่งชาติมองโกเลีย ผู้ร่วมงานได้เพลิดเพลินกับการแสดงหลากชุด จากชาวมองโกเลียทุกหมู่เหล่า ทั้งหญิงชาย หนุ่มสาว และเด็กตัวเล็กตัวน้อย ที่มาในเครื่องแต่งกายแสดงถึงกลุ่มชนเผ่าที่มีอย่างหลากหลาย ลวดลายสีสันสดใสจัดจ้าน ส่วนบริเวณรอบๆ สนามฯ ก็มีการออกร้านจำหน่ายสินค้าและอาหารพื้นเมือง รวมถึงกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เช่น เล่นเกมปาลูกดอก โยนลูกบาสชิงรางวัล สร้างความครึกครื้นและการมีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดีเยี่ยม

มวยปล้ำเป็นเกมกีฬาประจำชาติ
ไฮไลท์ของงาน คือ การแข่งขัน ’มวยปล้ำ’ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ทักษะที่ว่ากันว่าชายชาวมองโกลทุกคนจะต้องมีติดตัว นอกจากการยิงธนู และขี่ม้า มวยปล้ำเป็นกีฬาดั้งเดิมของชาวมองโกลและได้รับความนิยมมากที่สุด มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 7,000 ปี ภายใต้กฎข้อบังคับที่เรียบง่าย ไม่จำกัดเวลา ไม่แบ่งระดับน้ำหนักของผู้เข้าแข่งขัน กำหนดไว้แต่เพียงว่าถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่เหนือกว่าหัวเข่าสัมผัสกับพื้นก็ถือว่าพ่ายแพ้

การแข่งขันยิงธนู
นอกจากนี้ยังมีการแข่งขัน ‘ยิงธนู’ สนามแข่งยิงธนูเป็นลานกว้าง ผู้เข้าแข่งขันทุกคนยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่ด้านหนึ่งของสนาม อีกฝั่งที่ไกลออกไปเป็นเป้าสำหรับยิง ผู้ชายจะยิงธนูในระยะ 75 เมตร ส่วนผู้หญิงแต่งตัวด้วยชุดชนเผ่าที่สวยงาม จะยิงธนูในระยะ 65 เมตร ผู้เข้าแข่งขันหลายคนเป็นผู้หญิงสูงอายุ แต่ยังคงความสง่างามและแข็งแรง สามารถยิงได้อย่างแม่นยำท่ามกลางกำลังใจจากผู้ชมล้นสนาม

ชาวมองโกแม้เด็กเล็กก็ขี่ม้าได้อย่างชำนาญ
การ ‘แข่งขี่ม้า’เป็นหัวใจของชาตินักรบมองโกที่ยังคงสานต่อมาถึงทุกวันนี้ สนามประลองคือ ทุ่งหญ้าขนาดใหญ่นอกเมือง ผู้ร่วมแข่งขันมีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กผู้ชายเล็กๆ ทุกคนต่างมีท่วงท่าการทรงตัวและมีจังหวะในการควบม้าอย่างเชี่ยวชาญและสง่างาม เห็นแล้วอดทึ่งไม่ได้ ว่ากันว่า คนมองโกขี่ม้าเป็นก่อนจะเดินได้เสียอีก

นักแม่นธนูน้อย
เขาเหล่านี้สืบสายเลือดมาจาก เช่งกีส ข่าน วีรบุรุษที่ใช้เวลายกทัพจากมองโกเลียไปทางทิศตะวันตกเมื่อราวปี 1753 และกว่าจะเดินทางกลับมาบ้านเกิดอีกครั้งก็ล่วงเลยไปถึง 14 ปี จนชาวมองโกถึงกับพูดกันติดปากว่า “ตลอดระยะเวลา 72 ปีของนักรบผู้ยิ่งใหญ่ ท่านใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งอยู่บนหลังม้า”
อูลานบาตอร์ นครหลวงแห่งมองโกเลีย จึงเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีคุณค่าน่าสัมผัส เพื่อประสบการณ์ชีวิตในการย้อนรอยประวัติศาสตร์กับวิถีชีวิตของชาวมองโกล
How to go there.
- บินตรงจากกรุงเทพไปยังอูลานบาตอร์ โดยสายการบิน Air Asia
- หากต้องการนั่งรถไฟ Trans-Siberian train มีให้เลือก 2 เส้นทาง คือ บินจากประเทศไทยไปยังกรุงปักกิ่ง และนั่งรถไฟจากกรุงปักกิ่งเข้าสู่อูลานบาตอร์ จากกรุงปักกิ่งมุ่งหน้าไปเมืองอูลานบาตอร์ เมืองหลวงของมองโกเลีย จอดหยุดพัก 9 สถานี รวมระยะทางไกล 1,500 กิโลเมตร ใช้เวลานั่ง กิน และนอนบนรถไฟรวมแล้ว 29 ชั่วโมง เมื่อเที่ยวจบทริปแล้วก็บินตรงกลับกรุงเทพฯ
- หรือบินตรงสู่มอสโคแล้วนั่งรถไฟจากมอสโค Trans-Siberian train แวะเที่ยวมาเรื่อยๆ จนมาเข้าเมืองอูลานบาตอร์ แล้วบินกลับกรุงเทพฯ
- หรือจะหารายละเอียดและจองตั๋วรถไฟได้ที่นี่ https://realrussia.co.uk
Where to stay.
- Shangri-La Hotel, Ulaanbaatar
- Ramada Ulaanbaatar Citycenter
Best time to visit.
ในฤดูหนาวที่หนาวเย็นฤดูกาลท่องเที่ยวจะดำเนินการที่นี่เป็นหลักตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม เวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมมองโกเลียในฤดูร้อน และชมการเฉลิมฉลองชาติพันธุ์ที่มีสีสันคือเดือนกรกฎาคม มักจะเรียกว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกของมองโกเลีย นอกจากนี้ยังสามารถชมเทศกาล Yak ใน Bat Ulzii ใน Orkhon Valley ที่คุณสามารถดูโปโลแยกอีกด้วย
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Sunday, January 26, 2020 - 16:51
admintator for web Travellerbar.com
LEAVE A COMMENT