POSTED BY TRAVELBARADMIN | Sunday, August 11, 2019 - 10:58
หากเอ่ยถึง “มัณฑเลย์” และ “พุกาม” ที่เคยเป็นราชธานีของพม่าในขณะที่ปกครองด้วยระบบกษัตริย์ ที่เป็นแหล่งรวมความเชื่อ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกจำนวนมากให้ความสนใจเข้ามาเรียนรู้ มาชมความงามของสถาปัตยกรรม ศาสนสถาน วัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตของผู้คน

ลำคูคลองเลียบพระราชวังมัณฑเลย์, Cr.pic.: Shutterstock
พระราชวังมัณฑเลย์ ความงดงามจากอดีตสู่ปัจจุบัน มัณฑเลย์ในอดีตเป็นเมืองหลวงที่มีความรุ่งเรืองเปรียบเสมือนเมืองท่าแห่งการค้าขายจากจีนไปอินเดีย และยังมีแร่ธาตุทองคำ อุตสาหกรรมไม้สัก ภายหลังจากพระเจ้า มินดงกษัตริย์แห่งราชวงศ์บองคองได้ย้ายจากอมรปุระมาตั้งเมืองใหม่และตั้งชื่อเมืองตามภูเขา มัณฑเลย์ และได้มีการสร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นมาในพื้นที่โล่งกว้างโดยนำไม้สักจากพระราชวังเก่ามาสร้างเกือบทั้งหมด

พระราชวังมัณฑเลย์, Cr.pic.: Shutterstock
โดยใช้แบบและแผนผังการสร้างตามผังภูมิจักรวาลแบบพราหมณ์ผสมผสานพุทธ สมมุติให้เขาพระสุเมรเป็นศูนย์กลางของโลก ในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีกำแพงล้อมรอบทั้งสี่ทิศ มีคูน้ำล้อมกำแพงทั้งสี่ทิศ ใจกลางพระราชวังเป็นพระมหาปราสาท ห้องสีหาสน์บัลลังก์ ที่ปิดทองทั้งหลังอีกด้วย หากต้องการชมวิวมุมสูงของพระราชวังโดยรอบก็สามารถขึ้นชมได้ที่หอชมวิวมุมสูง จะได้เห็นความงดงามของสถาปัตยกรรมโบราณยอดปราสาทเจ็ดชั้นที่แกะสลักไม้ได้อย่างสวยงามประณีต
ปัจจุบันพระราชวังมัณฑเลย์นั้นสร้างขึ้นมาใหม่ แล้วเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว พระราชวังอาจโดนไฟสงครามทำลายไป จนกระทั่งถึงยุคสงครามโลกครั้งที่สองที่พระราชวังต้องมอดไหม้จากการระดมยิงของอังกฤษ แต่ทางการพม่าก็มีการซ่อมแซมและสร้างใหม่ให้คล้ายของเดิมมากที่สุด เพราะสถานที่แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความทรงจำของชาวพม่าและเป็นการล่มสลายของราชธานีอันยิ่งใหญ่ ถึงแม้ราชธานี0tล่มสล่ายแต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่นั่นก็คือ ความเชื่อ ความศัรทธาต่อพุทธศาสนา ที่ชาวเมืองยึดถือปฏิบัติตามพระเจ้ามินดงผู้ที่ต้องการให้เมืองมัณฑเลย์เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา ซึ่งพระองค์ทรงสร้างวัดวาอารามคู่กับเมืองมัณฑเลย์ไว้หลายแห่งด้วยกัน

วัดชเวนันดอร์ หรือ พระราชมณเฑียรทอง , Photo by: https://www.youtube.com/watch?v=PElCd2FMKUU&t=993s
วัดชเวนันดอร์ หรือ พระราชมณเฑียรทอง พระเจ้ามินดงทรงรื้อไม้สักทองซึ่งเป็นพระตำหนักเดิมจาก อมรปุระมาสร้างวิหารแห่งนี้และใช้ทองคำปิดทั้งหลัง ทำให้มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า Golden Palace Monastery ความโดดเด่นอีกอย่างของวิหารก็คือหลังคาคล้ายกับปราสาท 5 ชั้น ที่เนื้อไม้ได้รับการแกะสลักอย่างสวยงาม พระองค์ทรงใช้ที่นี่เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและสิ้นพระชนม์ ณ วิหารแห่งนี้ หลังจากนั้นพระเจ้าสีป่อหรือพระเจ้าธีบอ พระราชโอรสได้ย้ายวิหารนี้มาอยู่ที่วัดชเวนันดอร์ทำให้รอดพ้นจากการถูกเผาทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยกาลเวลาที่ผ่านพ้นไปทำให้ทองภายนอกอาคารหลุดลอกออกไป แต่ร่องรอยสถาปัตยกรรมนั้นยังคงมีความงดงามยิ่งนัก

วัดกุโสดอร์ , Cr.pic.: Shutterstock
วัดกุโสดอร์ ด้วยความที่พระเจ้ามินดงทรงเคร่งครัดในเรื่องพระพุทธศาสนา อีกทั้งพระองค์มีความต้องการอยากจะให้เมืองมัณฑเลย์เป็นเมืองทองเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา จึงโปรดให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกในพม่าและเป็นครั้งที่ห้าในพระพุทธศาสนาที่วัดกุโสดอร์ ในครั้งนั้นมีการจารึกพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธุ์ลงในแผ่นหินอ่อน 729 แผ่น และมีมณฑปสีขาวครอบไว้โดยรอบพระเจดีย์มหาโลกมารชินที่มีความสูง 30 เมตร จำลอง มาจากพระธาตุเชวงดากอง ซึ่งการสังคายนาก็มีพระสงฆ์และพระอาจารย์ผู้แตกฉานในพระปริยัติธรรมร่วมประชุม 2,400 ท่าน ใช้เวลา 5 เดือนจึงเสร็จสมบูรณ์ นอกจากจะได้มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ยังได้มาชมความงามของพระเจดีย์สีเหลืองทองที่ตัดกับมณฑปสีขาวนวลในยามต้องแสงพระอาทิตย์ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าสำหรับการเดินทาง
วัดมหามัยมุนี , Cr.pic.: Shutterstock
วัดมหามัยมุนี เมื่อได้เข้ามายังสถานที่แห่งนี้ก็จะสัมผัสได้ถึงแรงศรัทธาที่ชาวพุทธในเมืองมัณฑเลย์มีต่อพระพุทธศาสนาและตัวแทนขององค์พระพุทธเจ้า นั่นก็คือพระมหามัยมุนีพระพุทธรูปทองคำทรงเครื่องกษัตริย์สร้างที่มีความงดงามมากที่เดียวและยังถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หนึ่งในห้าของพม่า สร้างขึ้นโดยพระเจ้าจันทสุริยะแห่งแคว้นยะไข่ ด้วยความที่เชื่อว่าพระมัยมุนีเป็นพระพุทธรูปมีชีวิตพระพุทธเจ้าประทานลมหายใจให้ หากได้มาเยือนที่วัดในช่วงเวลาตีสี่ก็จะได้เห็นพิธีล้างพระพักตร์องค์พระพุทธรูปจากทางเจ้าอาวาส ซึ่งน้ำที่ใช้ล้างก็จะเป็นน้ำไม้จันทร์ผสมทานาคาล้างด้วยขันทอง 3 ครั้ง ขันเงิน 3 ครั้ง ขั้นธรรมดาอีก 3 ครั้ง
หลังจากนั้นสาธุชนก็จะทำการปิดทอง ถวายอาหาร น้ำ ดอกไม้ กราบไหว้ขอพรตามที่ปรารถนาและเพื่อเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตก่อนที่ออกไปปฏิบัติภารกิจประจำวัน หากจะอธิบายถึงความงดงามความศักดิ์สิทธิ์และความศรัทธาของสาธุชนชาวเมืองที่มีต่อองค์พระมหามัยมุนีก็คงจะเอ่ยออกมาเป็นคำพูดหรือร้อยเรียงเป็นตัวอักษรไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะต้องไปสัมผัสด้วยตัวเองแล้วคุณจะได้เห็นถึงแรงศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของชาวพุทธในราชธานีที่ล่มสลายแห่งนี้

เจดีย์ก๊าวมุดอ , Cr.pic.: Shutterstock
นอกจากนี้มัณฑเลย์และเมืองใกล้เคียงยังมีศาสนสถานอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น เขามัณฑเลย์ ภูเขาอันศักดิ์สิทธ์ที่มีวิหารบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปปางพยากรณ์ วิหารซองตูพญาที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ทิศ ตัววิหารประกอบด้วยกระจกหลากสีสันวิจิตรตระการตา และที่เมืองสกายใกล้กันนั้นก็มี เจดีย์ก๊าวมุดอ องค์เจดีย์สีทองทรงคว่ำแบบสิงหลประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วหรือพระทันตธาตุจากประเทศศรีลังกา

สะพานไม้อูเบ็ง , Cr.pic.: Shutterstock
สะพานไม้อูเบ็ง สะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลกที่ต้องขอบอกว่าห้ามพลาดเด็ดขาด ขนาดความยาวของสะพานประมาณ 1.2 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่เมืองอมรปุระไม่ไกลจากมัณฑเลย์และยังเป็นสะพานไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปดงซึ่งช่วงที่มีการย้ายเมืองหลวงจากกรุงอังวะมายังเมืองอมรปุระได้มีการรื้อไม้สักของพระราชวังเก่าได้จำนวน 1,086 ต้น จึงได้นำมาสร้างสะพานเพื่อเป็นเส้นทางจากเมืองอมรปุระข้ามทะเลสาบตองตะมานเพื่อไปยังเจดีย์เจ๊าตอวก์ยี และชื่อที่มาของสะพานก็มาจากชื่อของขุนนาง อูเบียน หัวหน้าคุมงาน สะพานไม้แห่งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจแวะเวียนมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย

วิถีชีวิตชาวบ้าน, Cr.pic.: Shutterstock
นอกจากจะได้ชมความน่าอัศจรรย์ของสะพานก็ยังได้ชมภาพวิถีชีวิตของชาวบ้าน การทำประมงน้ำจืด การได้ชิมปลาสดๆ จากทะเลสาบและชมพระอาทิตย์ตกกลางทะเลสาบที่สวยงามที่สุดอีกแห่งของพม่าอีกด้วย
พุกาม อาณาจักรโบราณสมัยศตวรรษที่ 11 และยังเป็นอณาจักรแห่งแรกของพม่าถูกสถาปนาขึ้นโดย พระเจ้าอโนธามังช่อ ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำอิรวดี ถือได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในอดีตอณาจักรแห่งมีเจดีย์ถึง 4,446 องค์ ทำให้ได้สมญานามว่าเมืองแห่งเจดีย์สี่พันองค์ แต่ด้วยภัยพิบัติทางธรรมชาติทำให้เหลือเจดีย์เพียง 2,229 องค์เท่านั้น ซึ่งเจดีย์และวัดทีสำคัญๆ ที่มีนักท่องเที่ยวแวะมาเยือนก็จะมีแนะนำดังนี้

เจดีย์ชเวซิกอง เจดีย์ชเวซิกองเป็นเจดีย์แห่งแรก สร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโนธามังช่อ รูปร่างเป็นทรงระฆังคว่ำแบบมอญ และที่เป็นแบบนั้นก็เพราะในช่วงยุคสมัยของพระเจ้าอโนธามังช่อได้มีการผนึกพม่าให้เป็นแผ่นดินเดียวกัน และได้มีการกวาดต้อนชาวมอญมาเป็นจำนวนมากหนึ่งในนั้นก็มีช่างฝีดีอยู่ด้วย ทำให้ได้รับศิลปะแบบมอญอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งภายในเจดีย์ได้บรรจุพระธาตุสำคัญ 3 ส่วน คือ พระเขี้ยวแก้ว ที่กษัตริย์จากศรีลังกานำมาถวาย พระธาตุกระดูกไหล่ และพระธาตุพระนลาฏ ซึ่งเจดีย์ชเวซิกองยังเป็นมหาเจดีย์สำคัญรองจากพระธาตุเชวดากอง

วัดอนันดา วัดนี้สร้างโดยพระเจ้าจันสิตตา อนันดา แปลว่า ปัญญาที่ไม่มีสิ้นสุด เป็นสัญลักษณ์แทนภูเขา นันทมูล ที่อยู่ในประเทศอินเดีย มีความงามทางด้านศิลปกรรมพุทธศิลป์ตัวจดีย์เป็นสีขาว มีพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีพระพุทธรูป 4 ทิศ 4 องค์ เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าในแต่ละชาติภพ พระกกุสันธพุทธเจ้า อยู่ด้านทิศเหนือ พระโกนาคมนพุทธเจ้า อยู่ด้านทิศตะวันออก พระกัสสปพุทธเจ้า อยู่ด้านทิศใต้ และพระโคตมพุทธเจ้า อยู่ด้านทิศตะวันตก สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือแผนผังของวัดที่พระภิกษุอินเดียวนำมาจากถ้ำมูละ แต่กรมพระยาดำรงราชานุภาพมองว่านำมาจากวัดพระเมรุ นครปฐม แค่เปลี่ยนจากประทับนั่งห้อยขาเป็นประทับยืน และความงามที่อยากจะแนะนำให้ชมอีกอย่างก็คือศิลปะภาพวาดฝาผนังของช่างเขียนชาวพม่า

เจดีย์วิหารสุลามณี ซึ่งอาจจะหมายถึงเจดีย์จุฬามณีที่อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สร้างโดยพระเจ้านรปติสินธู เป็นวิหารสองชั้นที่มีเรือนธาตุซ้อนกัน เหนือวิหารมีหลังลาดซ้อนกันอีกสามชั้น ด้านบนสุดยอดเจดีย์เป็นทรงศิขระประดับด้วยเจดีย์ทั้งสี่มุม ฐานประกอบด้วยแผ่นดินเคลือบลวดลาย สีเหลี่ยม ลายข้าวหลามตัด เพียงแค่มองลอดจากอุโมงค์ด้านหน้าเข้าไปก็จะพบว่าเจดีย์แห่งนี้ดูอลังการสวยงาม และเมื่อเดินเข้าไปด้านในก็จะพบกับความงามของภาพเขียนสีที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ต้องขอบอกว่าเจดีย์วิหารสุลามณีเป็นเจดีย์ที่มีความงดงามไม่ว่าจะเข้ามาชมมาสัมผัสใกล้ๆ หรือชมจากวิวมุมสูงที่นี่ก็มีความโดดเด่นและเป็นอีกสถานที่ที่ต้องมาชม

เจดีย์วิหารมหาโพธิ์ สร้างขึ้นโดยจำลองแบบเจอดีย์มหาโพธิ์พุทธคยานของอินเดีย ซึ่งพระเจ้าติโลมินโลโปรดให้สร้างเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ลักษณเป็นทรงแบบศิรขะได้นำแบบโดยตรงมาจากอินเดีย มีเส้นรอบนอกเป็นทรงสี่เหลี่ยมคางหมู เรือนธาตุซ้อนกัน ด้านในซุ้มมีจำลองการประดิษฐานของพระพุทธรูปขนาดเล็ก และที่นี่ยังมีหน่อ พระศรีมหาโพธิ์ปลูกเอาไว้ด้วย หากไม่อยากไปไกลถึงพุทธคยานที่ประเทศอินเดียก็สามารถมาที่นี่ได้เช่นกัน เพราะได้มีการจำลองเอาความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่การตรัสรู้ตามความเชื่อมาไว้ให้ได้สักการะซึ่งก็มีความศักดิ์สิทธ์ที่ไม่ต่างกันเลย

วิหารธรรมยันจี หรือวัดคนบาปแห่งพุกามตามตำนานที่เล่าว่าวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นมาเพื่อไถ่บาปที่พระเจ้า นระตูได้ทำการสังหารพระบิดาพระเจ้าอลองสิธูและพระเชษฐา พระองค์จึงอยากจะให้วิหารสวยงามและสมบูรณ์มากที่สุดใช้อิฐแดงเป็นล้านๆ ก้อนทำให้เป็นเจดีย์ที่มีความแข็งแรงมากที่สุดในพุกาม และยามเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องมาก็กระทบส่องประกายสีส้มงดงาม แต่ที่นี่ก็ยังสร้างไม่เสร็จดีเนื่องจากพระนระตูได้ถูกสังหารจากกษัตร์ย์ของอินเดีย สิ่งที่ยังคงค้างอยู่จากการก่อสร้างก็คือการตกแต่งทางเดินด้านในเท่านั้นเอง

และไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดสำหรับการเดินทางมาทะเลเจดีย์ก็คือการขึ้นบอลลูนชมวิวที่จะได้เห็นวิวทะเลเจดีย์ได้ทั่วเมือง ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็คือเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ และอีกวิธีคือการไปที่จุดชมวิว เจดีย์บูเลธิน ที่นี่ได้รับอนุญาตให้นักท่องเที่ยวปีนขึ้นไปถ่ายรูปชมวิวและชมบอลลูนได้ แต่ต้องตื่นเช้ากันสักนิดเพราะจะได้เห็นแสงแรกของวันตัดกับภาพบอลลูนที่ถูกปล่อยขึ้นถ้าฟ้าเป็นกลุ่มอย่างสวยงาม แต่ถ้าเป็นช่วงเย็นก็ต้องไปที่ เจดีย์พญาทัตจี ด้วยวิว 360 องศา จะพาคุณดื่มด่ำไปกับแสงสุดท้ายของวันตัดกับแสงอาทิตย์ที่ทอดยาวไปตามองค์พระเจดีย์เป็นพันองค์ นับเป็นช่วงเวลาที่พิเศษสุดของการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน
ทั้งมัณฑเลย์และพุกาม เป็นเมืองที่ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ มีความสุขไปกับการเดินทางอย่างแท้จริง อิ่มบุญ อิ่มตา อิ่มใจ อิ่มวิถีวัฒนธรรม อิ่มความงามสถาปัตยกรรม หาโอกาสจัดวันว่างแล้วแวะมารับประสบการณ์สุดแสนประทับใจกับราชธานีโบราณที่พม่าประเทศเพื่อนบ้านไม่ไกลเรา
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Sunday, August 11, 2019 - 10:58
admintator for web Travellerbar.com
LEAVE A COMMENT