POSTED BY TRAVELBARADMIN | Saturday, April 10, 2021 - 12:54
วัดอโยธยา หรือวัดเดิม นั้นปรากฏในพงศาวดารเหนือว่า พระเจ้าหลวงแห่งอาณาละโว้ (พ.ศ.1632-1654) ครองราชย์สมบัติได้ 9 ปี ก็ทรงโปรดให้พระยกพระราชวังสร้างเป็นวัด เรียกว่า “วัดเดิม” (วัดอโยธยา) มีฐานะเป็นพระอารามหลวง และเป็นวัดอยู่ในพระราชวัง เช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นวัดฝ่ายคามวาสี วัดอโยธยาได้มีการสร้างพุทธสถานเพิ่มเติมขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

เจดีย์ทรงระฆังกลมตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่มีความสูงมากดูแปลกตา Photo by Dithichaya
ในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 ) ทรงระบุว่า วัดเดิม คือ วัดโบราณที่มีมาแต่สมัยอโยธยา เป็นวัดคามวาสี ที่ตั้งอยู่กลางพระนครอโยธยา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงได้มีการเรียกขานนามใหม่ว่า “วัดอโยธยา” เพื่อให้สอดคล้องกับความเชื่อนั้นนั่นเอง
ประวัติความเป็นมา ของวัดอโยธยา (วัดเดิม) ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของเขตการอนุรักษ์เมืองเก่าอโยธยา หลักฐานในเรื่องการสร้างวัดมีปรากฏในพงศาวดารเหนือ ซึ่งพระยาประชากิจกรจักร เขียนไว้ในพงศาวดารโยนก ถึงลำดับกษัตริย์ผู้ครองแคว้นละโว้ชั้นหลัง ตั้งแต่จุลศักราชล่วงเข้า 400 ปี มาแล้ว (พ.ศ. 1581) ดังนี้ พระเจ้าสินธพอมรินทร์-แกรก ต่อมาด้วย พระเจ้าจันทรโชติ พระนารายณ์ พระเจ้าหลวง พระเจ้าสายน้ำผึ้ง และพระเจ้าธรรมิกราช

มุมไกลของค์เจดีย์องค์ประธาน Photo by Dithichaya
พระนารายณ์(สมัยละโว้) เป็นพระโอรสพระเจ้าจันทรโชติ เสด็จลงมาจากละโว้ มายึดเมือง ขึ้นครองราชสมบัติแล้วให้เรียกนามว่า “เมืองอโยธยา” เพื่อให้สมพระนามของพระองค์ ที่เฉลิมชัยในการทำสงครามยุทธหัตถีชนะนเรศวรหงสาของพระองค์ (เข้าใจว่านเรศวรหงสาผู้นี้น่าจะเป็นพระเจ้าอนุรุธ หรืออโนรธามังช่อ ซึ่งศักราชที่พระเจ้าจันทรโชติครองราชสมบัติน่าจะอยู่ระหว่างปี1594-1600)
หลังจากพระนารายณ์ขนานนามเมืองอโยธยาแล้ว ได้เสด็จกลับไปเมืองละโว้ มีความปรากฏในพงศาวดารเหนือว่า “แล้วพระนารายณ์ไปสร้างพระปรางค์เมืองละโว้ ขนานนามเมืองใหม่ชื่อว่า “ลพบุรี” แต่นั้นมาเป็นเมืองลูกหลวง พระนารายณ์ทรงประชวรและ สวรรคตลง แต่นั้นมาเมืองได้ว่างเปล่า อำมาตย์ ๙ คนได้รบราฆ่าฟันชิงราชสมบัติกัน การทำศึกรวมเวลา 2 ปี หลังจากนั้นพระเจ้าหลวงได้ราชสมบัติ 9 ปี จึงกำหนดให้ตั้งพิกัดอากรขนอนตลาดไว้ทุกตำบล จึงสั่งให้ยกวังให้เป็นวัด ด้วยผ่านยุคสมัยการนองเลือดก่อนที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ เรียกว่า “วัดเดิม” หลังจากพระเจ้าหลวงได้สั่งยกวังให้เป็นวัดแล้ว ต่อมาโปรดให้สร้างเมืองใหม่และตำหนักวังอยู่ท้ายเมือง

ฐานสี่เหลี่ยมและเจดีย์ย่อมุมอีกองค์หนึ่ง ด้านหลังเป็นพระอุโบสถ Photo by Dithichaya
โบราณสถานที่ปรากฏว่าสร้างในสมัยของอโยธยา นอกจากวัดเดิมหรือวัดอโยธยา แล้วยังมี วัดมเหยงค์ วัดกุฎีดาว วัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิง เป็น ต้น
วัดเดิม หรือวัดอโยธยา มีพุทธโบราณสถานสำคัญ ประกอบด้วย เจดีย์ทรงระฆังกลมตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่มีความสูงมากดูแปลกตา ประธานของวัด เป็นรูปปูนปั้นกลีบบัวลดหลั่นกันแปลกตากว่าเจดีย์องค์อื่น ๆ และมีร่องรอยบันไดขึ้นด้านหน้าและด้านหลัง นับได้ว่าเป็นศิลปะแบบเก่าที่แท้จริงและเป็นแบบแผนเจดีย์ประธานและเจดีย์บริวารน่าจะมีอายุอยู่ในสมัยอยุธยาตอนกลางราวปีพุทธศตวรรษ 21-22 และได้รับการบูรณะอีกครั้งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (สมัยอยุธยา)

ส่วนย่อมุมของเจดีย์ Photo by Dithichaya
ที่เห็นในปัจจุบันนี้เป็นเจดีย์ที่มีวิวัฒนาการสืบช่วงมาจากเจดีย์อโยธยารุ่นแรก ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่าเจดีย์ทั่วไปบนเกาะอยุธยา
ด้านหน้าวัดมีซุ้มประตู เสาประตูมีลักษณะเป็นเสาย่อมุมไม้สิบสองสูงประมาณ ๒.๕๐ เมตร ฝีมือช่างสมัยพระนารายณ์ จึงสันนิษฐานว่ามีการบูรณะในสมัยพระนารายณ์มหาราช สมัยอยุธยา
ทางด้านทิศตะวันออกเป็นที่ตั้งของพระอุโบสถที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์บนรากฐานอาคารเดิม ที่เคยเป็นพระอุโบสถเก่าในสมัยอยุธยา โดยความศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่กล่าวขานของพระอุโบสถหลังนี้ คือ พระฉาย(เงา)ของพระประธาน หลวงพ่อศรีอโยธา ได้ปรากฏขึ้นบนหน้าบรรณ(จั่ว) ของพระอุโบสถอย่างประหลาด ช่างบูรณะพระอุโบสถจึงไม่กล้าแตะต้องหน้าบรรณส่วนนี้แต่อย่างใด คงพระฉายของหลวงพ่อศรีอโยธยาบนหน้าบรรณไว้ให้เป็นที่สักการะแก่มหาชน พระประธานในโบสถ์สร้างขึ้นใหม่สวมทับซากพระประธานเดิม มีนามว่า หลวงพ่อศรีอโยธยา ด้านหน้าพระอุโบสถยังคงปรากฎซากกำแพงแก้วที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาให้เห็นอยู่บ้าง นอกจากนี้ยังมีใบเสมาที่ทำด้วยหินทรายคล้ายใบโพธิ์แบบเก่า
ส่วนทางด้านทิศตะวันตกของวัดเป็นที่ตั้งของพระวิหารซึ่งถูกปกคลุมด้วยเนินดิน มีเศษอิฐ หิน ที่แตกหักพังเสียหาย กระจายอยู่ทั่วไป

พระพุทธรูปประธานในโบสถ์ Photo by Dithichaya
ศิลปอโยธยานั้นมีเจดีย์แบบอโยธยาเป็นเจดีย์ที่มีรูปแบบเป็นองค์เจดีย์รูปแปดเหลี่ยมตั้งอยู่บนฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม ระฆังกลมเป็นเส้นตั้ง แบบเจดีย์ปาละ(เจดีย์อยุธยาเป็นเส้นเอียงผายออก) ปั้นปูนกลีบบัวประดับที่องค์ระฆัง ก่ออิฐดินเผาที่ฝนจนเรียบ ที่สำคัญคือเจดีย์อโยธยาไม่ใช้ปูนสอ แต่ใช้ดินผสมยางไม้และมโนศิลาจนเนื้อแนบสนิทตามระบบการก่อสร้างโบราณของอินเดีย ข้างในเจดีย์มักจะกลวง เช่น เจดีย์วัดอโยธยา(ซึ่งอยู่ริมคลองกุฎีดาว) เจดีย์วัดเขาดิน ข้างสระแก้ว ที่สุพรรณบุรี เจดีย์วัดแก้วที่สรรค์บุรี เจดีย์วัดมณฑป ที่อยุธยา เจดีย์วัดขุนเมืองใจกลางตัวเกาะเมืองอยุธยา เจดีย์วัดกะซ้ายทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะเมืองอยุธยา เจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคลที่อยุธยา เจดีย์วัดกลางทุ่งประเขต (อาจเป็นวัดป่าแก้ว)อยุธยา เจดีย์บนเกาะในบึงพระรามอยุธยา(บึงพระรามอาจเป็นหนองโสน) เจดีย์วัดสุวรรณาวาส อยุธยา เจดีย์ที่วัดพระรูปและเจดีย์รายด้านเหนือของวัดมหาธาตุ ลพบุรี ฐานเจดีย์ใหญ่ที่วัดนครโกษา ลพบุรี และ เจดีย์วัดสนามไชย ที่สุพรรณบุรี
เป็นที่น่าเชื่อถือว่า วัดอโยธยาคงจะเป็นวัดหลวงที่เจ้าอาวาส มีบทบาททางศาสนาอย่างสำคัญในสมัยอยุธยาวัดหนึ่ง เช่น ในสมัยพระนารายณ์วัดนี้มีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นผู้มีภูมิรู้แตกฉานในคัมภีร์พระไตรปิฎก เชื่อว่าสมเด็จฯ องค์นี้คือผู้แต่ง “ราโชวาทชาดก” ซึ่งเป็นชาดกสำคัญของราชสำนักอยุธยา โดยท่าน ได้ถวายเทศน์หรือเรียบเรียงเทศนากัณฑ์หนึ่ง ถวายแด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อศุกร์ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๖ ปีเถาะ พ.ศ. ๒๒๑๘ ให้ชื่อว่า ราโชวาทชาดก และ “ราโชวาทชาดกนี” พระมหากษัตริย์ซึ่งสืบราชสมบัติในกรุงศรีอยุธยาพระองค์ต่อ ๆ มาคงจะทรงนับถือเป็นคัมภีร์สำคัญประจำราชสำนัก..”
ที่ตั้ง วัดอโยธยา อยู่ที่ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ดูอัลบั้มภาพเพิ่มเติมที่ Travellr bar/วัดอโยธยา
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Saturday, April 10, 2021 - 12:54
admintator for web Travellerbar.com
LEAVE A COMMENT