ศรีลังกา ตามรอยศรัทธา ค้นหาเสน่ห์อันรื่นรมย์

POSTED BY TRAVELBARADMIN | Sunday, February 09, 2020 - 11:08

ศรีลังกา... หลายคนอาจสงสัยว่าประเทศนี้มีเสน่ห์อะไร ใครๆ ถึงอยากไปเยือน จนกระทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็น Best in travel 2019 ของ Lonely Planet ให้ประเทศที่น่าไปเยือนที่สุดในฤดูกาลนี้

ศรีลังกามีธรรมชาติชายหาดที่บริสุทธิ์สวยงามมาก Cr.pic.: Tomáš Malík on Unsplash

ศรีลังกา (Sri Lanka) เป็นประเทศเล็กๆ ที่อยู่ในเอเชียใต้ ตั้งอยู่บนเกาะขนาดใหญ่ในมหาสมุทรอินเดีย  เป็นประเทศเอกเทศที่ไม่มีแผ่นดินติดดินแดนของประเทศใดเลย ล้อมรอบด้านไว้ด้วยน้ำทะเล  ประเทศที่อยู่ใกล้ที่สุดและมีความสัมพันธ์กันมายาวนานที่สุด คือ อินเดีย ทั้งยังมีอาณาบริเวณทางทะเลที่ติดกับเกาะสวรรค์อย่างมัลดีฟส์ (Maldives) อีกด้วย 

หญิงสาวแต่งกายแบบศรีลังกา Cr.pic.: Roxanne Desgagnés on Unsplash

ศรีลังกามีประวัติศาสตร์ยาวนานมากว่า 3,000 ปี แถมยังมีหลักฐานของการตั้งถิ่นฐานในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สืบย้อนไปได้กว่า 125,000 ปีอีกด้วย ดินแดนนี้ก็เลยเต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ตลอดจนเรื่องราวมากมายของชนท้องถิ่นหลากหลายยุคสมัยที่ผสมกลมกลืนกันจนมีเอกลักษณ์ แต่สำหรับเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอีกอย่างของชนชาตินี้ก็คือการเป็นดินแดนแห่งความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ศรีลังกาจึงเต็มไปด้วยสถานที่อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมายซึ่งยังคงศักดิ์สิทธิ์และอยู่ในความศรัทธาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

Liptons Seat, Sri Lanka, Haputale  Cr.pic.: Yasasi Rajapakse on Unsplash 

เสน่ห์ที่น่าสนใจอีกด้านของศรีลังกาก็คือธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งธรรมชาติทางทะเล และป่าเขาลำเนาไพร นั่นทำให้ศรีลังกาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แล้วอีกสิ่งที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของชาติ ทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมทำเงินที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกนั้นก็คือ “อุตสาหกรรมชาศรีลังกา” ซึ่งเป็นกำเนิดของชาซีลอนที่ทั่วโลกรู้จัก และยังถือว่าดินแดนนี้เป็นหนึ่งในแหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดของโลกอีกด้วย 

สิกิริยา (Sigiriya) นครลอยฟ้า ภูมิปัญญาแห่งอดีต

Sigiriya, Dambulla, Sri Lanka Cr.pic.: Yves Alarie on Unsplash

สิกิริยา (Sigiriya) หรือบางทีก็เรียกว่า “นครสีคิริยะ” บ้างก็เรียกว่า “สิงหคีรี” นั้นคือป้อมปราการบนภูเขาหินก้อนยักษ์ที่ด้านบนสุดนั้นมีการก่อสร้างเมืองขนาดเล็กไว้ ทั้งยังเคยเป็นอดีตพระราชวังลอยฟ้ามาก่อนด้วย ที่มาของเมืองนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,000 ปี โดยนับตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพนานได้ 277 ปี เพราะเจ้าเทวานัมปิยติสสะได้เสด็จประพาสมาพบภูเขาลูกนี้เข้าและได้มีการตั้งชื่อว่า “สิหคีรี” หรือภูเขาสิงห์นับแต่นั้นมา ตามประวัติศาสตร์ที่ค้นพบยังสันนิษฐานว่ามีการสร้างป้อมปราการขึ้นครั้งแรกในสมัยพระเจ้าปุลหัตถะราวปี พ.ศ.440-454 แล้วก็มีการบูรณะครั้งใหญ่อีกครั้งในช่วงปี พ.ศ.1020 ที่พระเจ้ากัสสปะได้ทรงสร้างป้อมปราการให้ยิ่งใหญ่ขึ้นและยังใช้ที่นี่เป็นที่ตั้งของพระบรมมหาราชวังของพระองค์ไปในตัวด้วย แต่ตามที่หลายคนอาจทราบมาบ้างแล้วว่าหากสืบค้นเรื่องราวลึกลงไปอีกฉายาของนครลอยฟ้านี้ อาจพูดว่านี่คือเมืองคนบาปที่เคยเป็นสมรภูมิการแย่งชิงอำนาจ รบราฆ่าฟันกันระหว่างพ่อกับลูกและหลานจนทำให้กลายเป็นตำนานเลือดอยู่เบื้องหลัง

 ทางเดินขึ้น สิกิริยา Cr.pic.: Eddy Billard on Unsplash

เมืองสิกิริยาตั้งอยู่บนหินขนาดใหญ่ที่สูงขึ้นไปจากพื้นดินถึง 370 เมตร สิ่งก่อสร้างด้านบนกลายเป็นซากปรักหักพังที่คงเหลือแค่ฐานเท่านั้น  รวมถึงบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่บ่งบอกถึงการมีระบบชลประทานด้านบนด้วย อันแสดงถึงความชาญฉลาดของคนยุคก่อนเป็นอย่างมาก นอกจากซากโบราณสถานแล้ว หลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญที่ได้มีการค้นพบอีกอย่างก็คือภาพเขียนสีเฟรสโกซึ่งมีอายุมากกว่า 1,500 ปี เป็นภาพเหล่านางอัปสรที่งดงามและสมบูรณ์แบบ ส่วนอาณาบริเวณด้านล่างนั้นก็มีการขุดคูน้ำล้อมรอบเป็นกรอบสี่เหลี่ยมเพื่อเป็นอาณาเขตพระราชวังแห่งนี้ด้วยนั่นเอง 

ผู้มาเยือนส่วนใหญ่จะมุ่งมั่นตามศรัทธาเดินขึ้นบันไดไปยังนครลอยฟ้าด้านบน ซึ่งถือเป็นชัยภูมิที่ยอดเยี่ยม ในอดีตสามารถมองเห็นข้าศึกได้ในระยะไกล ปัจจุบันคือจุดชมวิวทิวทัศน์แบบ 360 องศา ซึ่งทำให้เราเห็นว่าศรีลังกานั้นมีพื้นที่ธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์อีกมาก อันที่จริงแล้วซากปรักหักพังนี้ก็เพิ่งจะได้รับการค้นพบอีกครั้งเมื่อช่วงศตวรรษที่ 19 นี้เอง โดยผู้ค้นพบนั้นเป็นนายทหารอังกฤษที่เข้ามาสำรวจป่าลึก จนกระทั่งกรมศิลป์ฯ ของศรีลังกาเข้ามาบูรณะและอนุรักษ์ต่อในภายหลัง และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์กรยูเนสโกในปี ค.ศ.1982 เป็นต้นมา นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของศรีลังกาแล้ว อดีตป้อมปราการและพระราชวังลอยฟ้านี้ก็ยังถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าอัศจรรย์อันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว

ตามรอยศรัทธา ศรีมหาโพธิ์

ศรีลังกาเป็นอีกหนึ่งประเทศที่พุทธศาสนาหยั่งรากลึกและรุ่งเรืองในดินแดนนี้มานานแสนนาน จึงมีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนามากมาย รวมถึงโบราณสถานอันทรงคุณค่าอีกด้วย การท่องเที่ยวแบบตามรอยศรัทธาในพุทธศาสนา ที่ใครหลายคนเลือกมาเยือนศรีลังกาด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน 

อนุราธปุระ (Anuradhapura) เมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,500 ปี ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของศรีลังกา ทั้งยังเคยเป็นเมืองหลวงเก่าในอดีต และเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งในสมัยโบราณ

ศรีมหาโพธิ์  Cr.pic.: srilankanexpeditions http://srilankanexpeditions.co.uk/

จายะศรีมหาโพธิ์ (Jaya Sri Maha Bodhi) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า หน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่เมืองอนุราธปุระ อยู่ในเมืองนี้  เป็นต้นโพธิ์ที่เป็นแขนงแยกมาจากต้นดั้งเดิมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และถือเป็น 1 ใน 3 ต้นพระศรีมหาโพธิ์อันสำคัญที่สุดในพุทธศาสนา  นอกเหนือจากสองต้นหลักในอินเดียที่อยู่ในพุทธประวัติอย่างต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ พุทธคยา และต้นอานันทโพธิ์ ณ วัดเชตวันมหาวิหาร  ทุกวันนี้ก็มีพุทธศาสนิกชนตลอดจนนักท่องเที่ยวทั่วโลกแวะเวียนมาสักการะไม่ขาดสาย  เมื่อต้นปี พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา รัฐบาลศรีลังกาได้มอบหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์จากเมืองอนุราธปุระนี้ให้แก่รัฐบาลไทยเพื่อเป็นการน้อมรำลึกและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดจนถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสเริ่มรัชกาลใหม่ โดยนำไปปลูก ณ วัดวชิรธรรมาราม จ.อยุธยา เมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมา เพื่อให้คนไทยได้ร่วมสักการบูชาต้นไม้อันศักดิ์สิทธิ์นี้

หลังจากที่แวะไปสักการะหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์เรียบร้อยแล้ว ขอพาไปสักการะตามสถูปเจดีย์ต่างๆ ภายในเมืองนี้ซึ่งมีอยู่หลายจุด แต่จุดสำคัญที่สุดนั้นแนะนำให้เริ่มจาก เจดีย์ถูปาราม (Thuparamaya) ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) เบื้องขวาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อัญเชิญมาจากอินเดีย ทั้งยังถือว่าเป็นเจดีย์องค์แรกที่สร้างขึ้นในศรีลังกาอีกด้วย เจดีย์นี้ปัจจุบันมีอายุมากกว่า 2,300 ปี ต่อมาที่ต้องไปสักการะให้ได้ก็คือ เจดีย์รุวันเวลิสายะ (Ruwanwelisaya) หรือ มหาถูปา หรือบางทีก็เรียกว่า สุวรรณมาลิกเจดีย์  เป็นเจดีย์ทรงโอคว่ำมีความสูงกว่า 100 เมตร ตั้งตระหง่านโดดเด่น และถือเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองอนุราธปุระ ซึ่งมีการใช้กำลังช้างมาช่วยสร้าง เจดีย์นี้ จึงมีการสร้างช้างล้อมรอบไว้ 362 เชือก เพื่อเป็นอนุสรณ์ ปิดท้ายด้วย วัดอภัยคีรีวิหาร (Abhayagiri Vihara) วัดเก่าแก่ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นโบราณสถานสำคัญ และมีองค์เจดีย์อิฐเก่าแก่องค์ใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ใจกลางวัด เป็นหนึ่งในเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในศรีลังกา และยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่สักการะของชาวศรีลังกาตลอดมา
 

ทางรถไฟสายรื่นรมย์

รถไฟขบวนที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  Cr.pic.: Hendrik Cornelissen on Unsplash

นอกจากภาพเชิงศาสนาและวัฒนธรรมแล้ว ภาพที่เราคุ้นตากันบ่อยๆ เมื่อพูดถึงศรีลังกาก็คือภาพของไร่ชาบนภูเขาที่สวยงาม ธรรมชาติอันเขียวขจี และเส้นทางรถไฟที่ได้รับการขนานนามว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนั่นเอง การเดินทางด้วยรถไฟในศรีลังกานั้นอาจไม่เหมือนการนั่งรถไฟหรูเที่ยวไปตามวิวทิวทัศน์ที่สวยงามนัก เพราะรถไฟที่นี่ก็คือรถไฟธรรมดาที่คนท้องถิ่นใช้โดยสารกันนั่นล่ะ ดีหน่อยก็อาจจะเป็นโซนห้องแอร์ที่มักจะมีแต่นั่งท่องเที่ยวเท่านั้นที่นั่งตู้นี้ แต่อีกตู้ที่เป็นขวัญใจนักท่องเที่ยวไม่แพ้กันก็คือตู้รถไฟธรรมดาที่นั่งปะปนกับชาวบ้านไปพร้อมกับรับลมโกรกนอกหน้าต่างอย่างเย็นสบายนั่นเอง 

Dawatagas Rd, Sri Lanka, Kandy Cr.pic.: Tharaka Jayasuriya on Unsplash

Kandy-Mahiyangane-Padiyatalawa Hwy, Sri Lanka, Kandy Cr.pic.: Tomáš Malík on Unsplash

ด้วยความที่ธรรมชาติยังค่อนข้างสมบูรณ์การนั่งรถไฟท่องไปตามธรรมชาตินั้นจึงทำให้เราได้สูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางวิวที่งดงามไปพร้อมกัน เส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดที่อยากแนะนำให้ไปลองนั่งกันก็คือเส้นทางจาก เมืองแคนดี (Kandy) สู่เมือง เอลลา (Ella) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ บนขุนเขาที่เต็มไปด้วยที่พักบรรยากาศดีมากมาย รวมไปถึงมีไร่ชาเป็นแนวสวยให้เราได้ถ่ายรูปสวยๆ พร้อมจิบชากันถึงแหล่งอีกด้วย เส้นทางนี้รถไฟจะไต่ไปตามภูเขา ผ่านป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ ไปจนถึงไร่ชาเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่มีเอกลักษณ์และสวยงามมากที่สุดในโลก เส้นทางนี้มีความยาว 140 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชม. เป็นเวลาที่นั่งชิลล์กับธรรมชาติได้กำลังพอดีทีเดียว

ในศรีลังกาเป็นประเทศที่มีช้างเอเชียมากประเทศหนึ่ง Cr.pic.: JAYAKODY ANTHANAS on Unsplash

ก่อนจะถึงสถานีเอลลามีอีกสถานีหนึ่งที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเช่นกันนั่นก็คือสถานี นูวาราเอลิยา (Nuwara Eliya) ซึ่งที่นี่จะเต็มไปด้วยที่พักบรรยากาศดีและไร่ชาที่งดงามไม่แพ้กัน โดยเฉพาะใครที่อยากมาเข้าถึงจิตวิญญาณชาของศรีลังกาอย่าง ชาซีลอน (Ceylon Tea) ที่เป็นหนึ่งในชาที่ยอดเยี่ยมและโด่งดังที่สุดของโลก โดยเราสามารถแวะไปสัมผัสไร่ชาและเยี่ยมชมโรงงานผลิตชา Pedro Tea Estate ซึ่งเป็นแบรนด์ชาอันโด่งดังแบรนด์หนึ่งของโลก และเป็นผู้ที่ครอบครองพื้นที่ปลูกชาในบริเวณนี้ที่เรียกกันว่า Lover’s Leap อันเป็นแหล่งปลูกชารุ่นแรกของศรีลังกาที่เคยเป็นของเจมส์ เทย์เลอร์ (James Taylor) ชาวอังกฤษที่เข้ามาบุกเบิกการปลูกชาในแผ่นดินนี้และเผยแพร่ชาซีลอนให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เขาจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งชาซีลอน โดยเราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมการผลิตตลอดจนจิบชาดีๆ ได้ถึงแหล่งกันเลยทีเดียว

ไร่ชาที่มีชื่อเสียงของศรีลังกา Cr.pic. Jaromír Kavan on Unsplash

รถไฟสีน้ำเงิน-ฟ้าที่แล่นบนรางตัดกับสีเขียวของธรรมชาติอย่างสวยงาม นับเป็นภาพของเส้นทางสายท่องเที่ยวในศรีลังกาที่เราคุ้นตากันเสมอตามสื่อต่างๆ หรือแม้กระทั่งบล็อกของนักเดินทางทั้งหลาย แต่จุดไฮไลท์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่ทั่วโลกรู้จักกันดีก็คือบริเวณสะพานหินโค้ง Nine Arch Bridge ที่เป็นแนวเสาอิฐเก่าแก่สูงชันเรียงรายเป็นฐานรองรับรางรถไฟอยู่ท่ามกลางป่าไม้และไร่ชาอันร่มรื่น ซึ่งสะพานนี้อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเอลลามากนัก และเป็นอีกจุดที่นักเดินทางทั้งหลายชอบแวะเวียนมาถ่ายรูปสวยๆ กันเป็นประจำอีกด้วย    

เสน่ห์เมืองท่าโบราณ

เมืองกอลล์ Cr.pic.:  Hendrik Cornelissen on Unsplash

ลงไปเที่ยวทางตอนใต้ของศรีลังกากันบ้าง เมืองต่อไปที่เราอยากแนะนำให้คุณไปเยือนนั้นเป็นเมืองเล็ก ๆ  ริมชายฝั่งที่เคยเป็นอดีตเมืองท่าอันรุ่งเรืองมาก่อน เมืองนี้ก็คือ แกลเล (Galle) หรือบางทีก็เรียกว่า กอลล์ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศโดยห่างจากเมืองหลวงอย่าง โคลัมโบ (Colombo) ประมาณ 100 กม. เมืองนี้ก่อตั้งขึ้นราวช่วงศตวรรษที่ 16 โดยชาวโปรตุเกสซึ่งกำลังเป็นชาติมหาอำนาจในการล่าอาณานิคมในยุคนั้น ได้สร้างเมืองนี้ขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ให้เป็นเมืองท่าสำหรับทำการค้าแล้วก็ยังเป็นป้อมปราการไปในตัวด้วย 

หลังจากนั้นชาวดัชท์ก็เข้ามาปกครองในช่วงยุคศตวรรษที่ 17 จนทำให้เมืองพัฒนารุ่งเรืองสู่จุดสูงสุดในช่วงศตวรรษที่ 18 ก่อนที่อังกฤษจะเข้ามายึดดินแดนศรีลังกาไป แล้วเมืองก็เริ่มลดความสำคัญลงเรื่อยมา แต่ในอีกแง่การหยุดพัฒนานั้นก็เป็นเสมือนเครื่องหยุดเวลาที่แช่แข็งสภาพบ้านเรือนในยุคนั้นให้ยังคงมีเสน่ห์แบบวันวานมาจนถึงทุกวันนี้  

ชาวประมงท้องถิ่น Cr.pic.: Geoff Brooks on Unsplash

เสน่ห์ของ กอลล์ ก็คือการผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมโปรตุเกสที่กลมกลืนไปกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น กับสถาปัตยกรรมสไตล์ดัช-โคโลเนียลที่เอกลักษณ์ สัญลักษณ์ของเมืองที่เด่นเป็นสง่าที่สุดก็คือประภาคารริมชายฝั่ง สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นอีกแห่งก็คือ Cathedral of St. Mary, Queen of the Holy Rosary ซึ่งเป็นโบสถ์นิกายโรมันคาธอลิคที่สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 อีกหนึ่งอาคารที่เราสามารถแวะไปเที่ยวได้ก็คือ พิพิธภัณฑ์ทางทะเลและการเดินเรือแห่งชาติศรีลังกา (National Maritime Museum) ที่ตั้งอยู่ภายในอาคารเก่าแก่ซึ่งเคยเป็นโกดังเก่าของป้อมปราการนี้มาก่อน

โรงแรม Amangalla Cr.pic.:  https://www.aman.com/ 

สถานที่ที่พิเศษอีกแห่งที่อยู่บริเวณเมืองเก่านี้ก็คือ AMANGALLA บูติคโฮเทลในเครือ AMAN ที่ตั้งอยู่บนอาคารโคโลเนียลอันคลาสสิกซึ่งเป็นโรงแรมระดับลักซ์ชูรี่หนึ่งเดียวที่อยู่ในเขตเมืองอนุรักษ์ ซึ่งเป็นการดำเนินกิจการต่อจากโรงแรมเก่าในอดีตอย่าง New Oriental Hotel ที่มีอายุกว่า 140 ปี อันเป็นที่พักที่สร้างขึ้นเพื่อไว้รองรับนักเดินทางที่แวะมาขึ้นฝั่งยังท่าเรือแห่งนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1865 นั่นเอง โดยทั้งหมดนี้คือหนึ่งในหมู่อาคารที่อยู่ภายในเมืองป้อมปราการและเมืองท่าอันยิ่งใหญ่ในอดีต ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างของป้อมปราการตามแบบตะวันตกที่สร้างขึ้นในเอเชียซึ่งสมบูรณ์แบบมากที่สุดเลยทีเดียว ด้วยเสน่ห์และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดนี้ทำให้ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์กรยูเนสโกในชื่อ Old Town of Galle and its Fortifications เมื่อปี ค.ศ.1988 อีกด้วย 

แตกต่างอย่างลงตัว
กลับมาเที่ยวกันที่เมืองหลวงอย่างโคลัมโบ (Colombo) กันบ้าง เมืองนี้มีความเจริญผสมผสานกับความเก่าแก่ได้ลงตัวไม่แพ้หลายเมืองใหญ่ทั่วโลก เสน่ห์ของอาคารอันวิจิตรแบบยุโรปในยุคก่อนยังคงแทรกตัวอยู่ในเมืองนี้อย่างมีเสน่ห์ ร้านรวงสมัยใหม่ก็ผสมผสานไปกับร้านรวงท้องถิ่นที่ดูน่าดึงดูดทั้งสองรูปแบบเลยทีเดียว 

Jami-Ul Alfar Mosque  Cr.pic.: Adam Marikar on Unsplash

แหล่งการค้าท้องถิ่นที่เป็นแหล่งยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวก็คือ ตลาดเพ็ทฐา (Pettah Market) ที่เราจะได้เห็นวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นไปจนถึงอาหารพื้นบ้านมากมาย แต่สถานที่ที่อยากจะแนะนำที่สุดในตลาดนี้ก็คือ Jami-Ul Alfar Mosque สุเหร่าของอิสลามซึ่งเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กยอดฮิตของเมืองนี้เลยทีเดียว ตัวสุเหร่านั้นเป็นอาคารสูง 6 ชั้น แทรกตัวอยู่กับอาคารร้านค้า แต่สิ่งที่ทำให้โดดเด่นออกมาก็คือสถาปัตยกรรมแบบอินโดอิสลามที่ผสมผสานอินเดียแถมยังมีกลิ่นอายโกธิกนิดๆ ฉาบทาด้วยสีแดงสลับขาวดูงดงามสะดุดตา กลายเป็นจุดที่ใครมาเยือนโคลัมโบก็จะต้องแวะมาถ่ายรูปที่นี่กันแทบทุกคน 

ทะเลที่น่ามหัศจรรย์ของศรีลังกา Cr.pic.: Ibrahim Mohamed on Unsplash

เสน่ห์ต่างๆ เหล่านี้ต่างก็หลอมหลวมให้เกิดเป็นศรีลังกาดินแดนที่ได้ชื่อว่าเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งศรัทธาและธรรมชาติอันน่ารื่นรมย์ ความสมบูรณ์ของมรดกทางโบราณคดีในระดับที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์กรยูเนสโก ไปจนถึงวิถีวัฒนธรรมหลากเชื้อชาติทั้งเก่าและใหม่ที่ผสมกลมกลืนในแผ่นดินนี้อย่างมีเสน่ห์เฉพาะตัว เราเชื่อว่าพลังแห่งศรัทธาที่มาพร้อมพลังแห่งธรรมชาติจะช่วยบำบัดจิตใจและสร้างความสุขให้กับผู้มาเยือนศรีลังกาได้เป็นอย่างดี อยากสัมผัสเสน่ห์แบบนี้บ้างคงต้องลองมาเยือนกันดู  

How to get there :

การเดินทาง / เครื่องบิน

เที่ยวบินตรง
มีบริการเที่ยวบินตรงจาก กรุงเทพฯ-โคลัมโบ โดยลงที่สนามบิน Bandaranaike International Airport หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า Colombo International Airport (CMB) โดยมีให้เลือกทั้งสายการบินปกติ (Full service Airline) และสายการบินราคาประหยัด (Low-cost Airline) 

สายการบินปกติ (Full service Airline)
Srilankan Airlines > กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – โคลัมโบ (ศรีลังกา)
การบินไทย > กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – โคลัมโบ (ศรีลังกา)
Air India > กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – โคลัมโบ (ศรีลังกา)

สายการบินราคาประหยัด (Low-cost Airline) 
Air Asia > กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) - โคลัมโบ (ศรีลังกา)
Thai Lion Air > กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) - โคลัมโบ (ศรีลังกา)

ที่พักแนะนำ

โคลัมโบ (Colombo)
Luxury & Boutique > Aathma Colombo House 
Business & Standard Hotel > Cinnamon Red Colombo 
Hostel & Budget > Island Hostels Colombo 

อนุราธปุระ (Anuradhapura)
Luxury & Boutique > Ulagalla Anuradhapura 
Business & Standard Hotel > Hotel Heladiv 
Hostel & Budget > Fig and Gecko Hostel 

กอลล์ (Galle)
Luxury & Boutique > Amangalla 
Business & Standard Hotel > The Fort Printers
Hostel & Budget > Curry Leaf Hostel Galle Fort 

แคนดี (Kandy)
Luxury & Boutique > The Radh Hotel 
Business & Standard Hotel > Elegant Hotel 
Hostel & Budget > Clock Inn Kandy 

นูวาราเอลิยา (Nuwara Eliya) 
Luxury & Boutique > Ferncliff 
Business & Standard Hotel > Heritance Tea Factory 
Hostel & Budget > Laughing Leopard Hostel  

เอลลา (Ella) 
Luxury & Boutique > 98 Acres Resort & Spa 
Business & Standard Hotel > Chill Ville View Point Hotel 
Hostel & Budget > Bunk Station Hostel

When to go :
ฤดูกาล / ฤดูท่องเที่ยว

ศรีลังกาเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในแถบเส้นศูนย์สูตรจึงทำให้อุณหภูมิค่อนข้างคงที่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 25-30 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี แต่ระหว่างนั้นก็อาจมีฝนตกหรือร้อนขึ้นบ้างขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ด้วยความที่เป็นเกาะนั้นก็มักจะเกิดมรสุมอยู่บ่อยครั้งด้วยเช่นกัน โดยฤดูจะแบ่งเป็นช่วงใหญ่ๆ 2 ช่วงได้แก่
ฤดูร้อน > มี.ค.-ก.ย.
ฤดูหนาว > ต.ค.-ก.พ. 
สำหรับผู้ที่ชอบเที่ยวทะเลนั้นอาจมีข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้ เพื่อเลือกฤดูท่องเที่ยวให้เหมาะสมแต่ละพื้นที่ และเพื่อหลีกเลี่ยงมรสุมในช่วงฤดูนั้นๆ ซึ่งหากอยากเที่ยวทะเลฝั่งไหนแนะนำให้ไปในช่วงเวลาดังนี้
ทะเลฝั่งตะวันออก > เม.ย.-ก.ย.
ทะเลฝั่งตะวันตก / ใต้ > ธ.ค.-มี.ค. 

travelbaradmin's picture

ABOUT THE AUTHOR

POSTED BY travelbaradmin | Sunday, February 09, 2020 - 11:08


admintator for web Travellerbar.com


RELATED FEED

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 17:54

6 Coffee Houses in Amsterdam


LEAVE A COMMENT

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 12:44

คอร์ตอร์ ที่ซึ่งอดีตพบกับปัจจุบัน


LEAVE A COMMENT

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 12:35

ความสุขอวลไอในสายลมที่ซิดนีย์


LEAVE A COMMENT