อาบไอแดดฤดูหนาวที่บังกาลอร์ อินเดีย

POSTED BY TRAVELBARADMIN | Monday, October 28, 2019 - 09:48

บังกาลอร์เป็นเมืองหลวงของแคว้นกรณาฏกะ(Karnataka) พิกัดของเมืองค่อนไปทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย คนส่วนใหญ่รู้จักเมืองนี้จากฉายา “ซิลิคอนวัลเลย์” ที่โด่งดังในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากนโยบายของรัฐและนโยบายของประเทศอินเดีย สนับสนุนให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับฐานการผลิตของผู้นำด้านซอฟต์แวร์จากยุโรปและอเมริกา แท้จริงแล้วบังกาลอร์มิใช่เพิ่งดังเมื่อสองทศวรรษ หากเคยเป็นเมืองตากอากาศขึ้นชื่อทางตอนใต้ของอินเดีย มาตั้งแต่ยุคที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยชื่อเดิมคือ “เบงกาลูรู” นั่นเอง

Garden City ฉายาของเมืองบังกาลอร์ Cr.pic.: Shutterstock

เสน่ห์แรกของบังกาลอร์คืออุณหภูมิที่เย็นสบายราวกับอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา ด้วยเพราะที่ตั้งอยู่บนเนินเขาที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 920 เมตร (ถ้าเทียบกับอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลราว 500 เมตร) อีกทั้งบังกาลอร์ยังเป็นเมืองที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก จนมีอีกหนึ่งฉายาว่า “Garden City” ถนนบางสายเป็นเหมือนอุโมงค์ต้นไม้ปกคลุมไปตลอดทั้งเส้น หากคุณเคยเห็นต้นมะขามใหญ่สักต้นแล้วอุทานว่า “โอ้โฮ” ต้นไม้ใหญ่ในเมืองบังกาลอร์จะทำให้คุณต้องอุทานดังกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า สมกับที่เป็นเมืองเก่าแก่ในดินแดนชมพูทวีปที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

จองที่พักในบังกาลอร์https://www.agoda.com/

Lalbagh Botanical Garden Cr.pic.: Shutterstock

สวนพฤกษศาสตร์ลาลบาร์ก

สำหรับคนรักต้นไม้ สถานที่ที่คุณไม่ควรพลาดคือ สวนพฤกษศาสตร์ลาลบาร์ก (Lalbagh Botanical Garden) ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นหน้าเป็นตาของเมืองบังกาลอร์ ทั้งยังเป็นสวนพฤกษศาสตร์ชั้นนำทางตอนใต้ของประเทศอินเดียอีกด้วย นอกจากต้นไม้ใหญ่ยักษ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจแล้ว ภายในยังมีเรือนกระจก ซึ่งสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1890 สำหรับเป็นสถานที่จัดอีเวนท์ต่าง ๆ ปัจจุบันมีการจัดแสดงเทศกาลไม้ดอก ไม้ประดับ ปีละ 2 ครั้ง คือ วันชาติของอินเดีย (26 มกราคม ของทุกปี) และวันประกาศเอกราชของอินเดีย (15 สิงหาคม ของทุกปี) ซึ่งดอกไม้ยังทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวาระพิเศษของชาติอีกด้วย

จองตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพไปบังกาลอร์https://www.airasia.com/

Cubbon Park Cr.pic.: Shutterstock

กระชับผ้าคลุมไหล่ให้อุ่นผิวกายขึ้นอีกนิด แล้วไปเดินเล่นกันต่อที่สวนสาธารณะสำคัญอีกแห่งที่เป็นแลนด์มาร์กของเมืองบังกาลอร์ สวนคับบอน (Cubbon Park) เป็นส่วนหนึ่งของการจัดวางภูมิทัศน์ที่ส่งเสริมความสง่างามให้กับเมืองนี้ เพราะในบริเวณใกล้เคียง ประกอบด้วยอาคารสำคัญระดับรัฐและยังเป็นอาคารประวัติศาสตร์ ซึ่งผู้ที่สนใจชมสถาปัตยกรรมไม่ควรพลาด เริ่มจากด้านหน้าทางเข้าสวนสาธารณะ คือที่ตั้งของศาลสูงแห่งรัฐกรณาฏกะ (The Karnataka High Court - Attara Kacheri) เป็นอาคารสีแดงโดดเด่นในสไตล์นีโอโกธิค ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1884 ชั้นล่างยังมีพิพิธภัณฑ์อีกด้วย

จองตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพไปบังกาลอร์https://www.opodo.com/

มุมมองทางอากาศของอาคาร Vidhan Soudha และอาคารศาลสูง, Bangalore, India.  Cr.pic.: Shutterstock

หอสมุดกลาง (Central Library - the Seshadri Iyer Memorial Hall) Cr.pic.: Shutterstock

อีกหนึ่งอาคารประวัติศาสตร์ภายในสวนคับบอน คือ หอสมุดกลาง (Central Library - the Seshadri Iyer Memorial Hall) ห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในรัฐกรณาฏกะ ในอาคารทรงกลมรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรปที่มีเสาสูงแบบทัสคันและคอรินเธียนเสริมส่งให้อาคารสีแดงยิ่งดูงามสง่า ภายในมีหนังสือคลาสสิก น่าอ่าน จับแล้ววางไม่ลง จำนวนกว่า 2.5 แสนเล่ม รวมทั้งหนังสือเบรลล์ที่แบ่งเป็นห้องไว้ต่างหากเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนตาบอดโดยเฉพาะ เรียกว่าหนอนหนังสือถ้าหลุดเข้ามาที่นี่คือไปไหนไม่รอด เพราะสามารถฝังตัวในหอสมุดกลางแห่งนี้ได้เป็นวัน ๆ

จองตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพไปบังกาลอร์:https://www.goindigo.in/

พิพิธภัณฑ์ของรัฐ (Government Museum) Cr.pic.: Shutterstock

พิพิธภัณฑ์ของรัฐ (Government Museum) เป็นอีกหนึ่งอาคารประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1865 ในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบนีโอ-คลาสสิก ภายในแบ่งเป็น 18 ห้อง เต็มไปด้วยศิลปวัตถุ หลักฐานทางโบราณคดี หลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาวุธยุทโธปกรณ์ ภาพเขียน ฯลฯ ซึ่งทำให้เราได้ทราบความเป็นมาของรัฐกรณาฏกะ ซึ่งก่อนจะมาถึงทุกวันนี้ ผ่านการต่อสู้และผลัดเปลี่ยนผู้ปกครองมาแล้วหลายรุ่น

Plan your trip to Bengaluruhttp://www.southindiatourism.org/

ถนนสายเศรษฐกิจของบังกาลอร์ Cr.pic.: Shutterstock

สวนคับบอนเชื่อมต่อกับถนนเอ็มจี (M.G.Road) (อักษรย่อของชื่อมหาตมะคานธี) ซึ่งเป็นถนนสายเศรษฐกิจและย่านการค้าอันทันสมัยใจกลางเมือง ที่เชื่อมต่อกับถนนสายสั้นๆ ชื่อถนนบริดเกต (Bridgade Road) ย่านนี้เปรียบได้กับถนนสุขุมวิทและย่านสยามสแควร์ในเวอร์ชั่นที่ทันสมัยน้อยกว่าเมืองไทย แต่ความสนุกครึกครื้นในแบบฉบับอินเดียคือจุดเด่นที่หาไม่ได้ในบ้านเราแน่ ๆ ย่านนี้มีคนพลุกพล่าน มีผู้คนบ่าไหลมาจากทุกสารทิศ นักท่องเที่ยวจากยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ปะปนไปกับคนท้องถิ่น ที่นี่มีทั้งร้านอาหารอร่อย ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ร้านขายส่าหรี ผ้าห่มหลากสไตล์ ถ้าอยากเดินห้างก็มีห้าง Eva Mall ให้แวะตากแอร์ หารองเท้าสบายๆ สักคู่ไว้สวมใส่เดินสำรวจร้านรวงจากหัวถนนไปจนท้ายถนนก็สุดแสนจะเพลิดเพลิน แต่อย่าลืมระมัดระวังกระเป๋าให้ดีๆ ด้วย

จองที่พักในบังกาลอร์https://www.agoda.com/

ถนนคอมเมอร์เชียล (Commercial Street)  Cr.pic.: Shutterstock

ขาช้อปชอบลุยและมั่นใจว่าเป็นนักผจญภัยหน่อย ๆ ขอเชิญที่ถนนคอมเมอร์เชียล (Commercial Street) ความสนุกของถนนเส้นนี้เหมือนกับเขาวงกตแห่งย่านการค้า ที่คุณสามารถเดินหลงทางได้ง่าย ๆ หากยังใหม่และไม่มีไกด์นำทาง เพราะที่นี่เป็นตลาดกลางค้าส่งคล้ายกับย่านสำเพ็งบวกพาหุรัด บวกสวนจัตุจักร ที่ทั้งใหญ่โต ทั้งซอกแซก มีซอกเล็กซอยน้อย ของถูกมากมายเรียงรายแบกับดินไปจนของขึ้นห้าง หากถูกใจของร้านไหนไว้แล้วจะกลับมาซื้อ บอกเลยว่ายาก แต่ก็ใช่ว่าเดินไปข้างหน้าจะไม่ได้เห็นของชิ้นนั้นอีกก็หาไม่ เทคนิกการต่อรองกับพ่อค้าชาวอินเดียเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน แนะนำว่ามีคนท้องถิ่นพามาเที่ยวจะช้อปปิ้งได้สนุกกว่า

จองตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพไปบังกาลอร์: https://www.airasia.com/

โรงแรมลีลาพาเลซ (Leela Palace Hotel) Cr.pic.: Shutterstock

ถึงบรรทัดนี้คงพอมองออกว่า บังกาลอร์เหมาะกับผู้ที่สนใจท่องเที่ยวอินเดียสายชิลล์ เพราะที่นี่ส่วนผสมของศิลปวัฒนธรรม โบราณสถาน วิถีชีวิตของคนอินเดียแบบดั้งเดิมที่เราเคยเห็นมาเป็นร้อย ๆ ปี แทรกแซมด้วยสีสันของความทันสมัย หากคุณอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากการรับประทานอาหารอินเดียแท้ที่มีบริการทั่วไปในราคาย่อมเยา มาเป็นร้านหรูดูสักมื้อ ลองแวะเข้าไปที่ห้องอาหาร Zen ในโรงแรมลีลาพาเลซ (Leela Palace Hotel) ก็สวยเก๋ดีไม่หยอก แต่ถ้าคิดถึงอาหารไทยใจจะขาด แนะนำให้ไปที่ห้องอาหารริมน้ำ (Rim Nam Restaurant) ที่โรงแรมโอเบอรอย (Oberoi) แถวถนนเอ็มจี คงพอให้คลายความคิดถึงอาหารไทยได้บ้าง แต่จะได้รสจัดสะท้านใจแบบบ้านเราหรือเปล่านั้นก็ต้องขอละไว้

จองตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพไปบังกาลอร์: https://www.opodo.com/

ป้อมบังกาลอร์ (Bangalore Fort) Cr.pic.: Shutterstock

อาคารประวัติศาสตร์นับว่าเป็นองค์ประกอบที่ทำให้การเดินเล่นรับลมหนาวในบังกาลอร์ อวลไอของความโรแมนติก (ถ้าไม่นับกลิ่นสุขาที่อาจจะโชยมาบ้างประปราย) นอกเหนือไปจากอาคารเก่าแก่รายรอบสวนคับบอนที่กล่าวไปแล้ว ที่นี่ยังมี ป้อมบังกาลอร์ (Bangalore Fort) สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.1537 โดยผู้ก่อตั้งเมืองบังกาลอร์ ชื่อ เคมเป  กาวด้า (Kempe Gowda) ชื่อของท่านยังเป็นชื่อของท่าอากาศยานนานาชาติเคมเปกาวดา บังกาลอร์ อีกด้วย ป้อมปราการแห่งนี้สร้างขึ้นจากดินเหนียว มีประตูขนาดใหญ่ถึง 9 จุด

จองตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพไปบังกาลอร์:https://www.goindigo.in/

พระราชวังทิปูสุลต่าน (Tipu Sultan’s Fort and Palace) Cr.pic.: Shutterstock

สถานที่สำคัญอีกแห่งที่ต้องไม่พลาดคือพระราชวังทิปูสุลต่าน (Tipu Sultan’s Fort and Palace) ซึ่งเคยเป็นพระตำหนักฤดูร้อนของท่านสุลต่านในช่วงปีค.ศ.1791 วังสุลต่านหลังนี้มีความวิจิตรอลังการในสถาปัตยกรรมที่สะท้อนความเป็นอินโด-มุสลิม สร้างขึ้นจากไม้สักทั้งหลังฉลุลวดลายประดับประดา ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้พยายามต่อสู้กับกองทัพอังกฤษอย่างสมศักดิ์ศรีเพื่อป้องกันแคว้นไมซอร์เอาไว้จากการรุกรานของจักรวรรดิอังกฤษ (ชื่อเดิมของรัฐกรณาฏกะคือแคว้นไมซอร์) ครั้นเมื่อท่านเสียชีวิตลง กองทัพเล็กๆ ของท่านก็มิอาจต้านทานกองทัพจักรวรรดิอังกฤษที่เต็มไปด้วยแสนยานุภาพอันยิ่งใหญ่ จึงไม่น่าแปลกใจที่พระราชวังของท่านมีขนาดกะทัดรัด เพราะท่านเป็นนักรบมากกว่าจะเป็นสุลต่านที่ครองความมั่งคั่งบนบัลลังก์

Plan your trip to Bengaluru : http://www.southindiatourism.org/

อาคารสภานิติบัญญัติ วิธนา สุธา (Vidhana  Soudha) Cr.pic.: Shutterstock

นอกจากนี้ยังมีอาคารโอ่อ่าที่พลาดไม่ได้คือ อาคารสภานิติบัญญัติ วิธนา สุธา (Vidhana  Soudha) อลังการ ในสถาปัตยกรรมแบบดราวิเดียนใหม่ (Neo-Dravidian Style) ซึ่งว่ากันว่าเป็นอาคารรัฐสภาที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับทุกรัฐของอินเดีย สร้างจากหินที่ตัดออกมาเป็นก้อนใหญ่ ๆ แม้ข้างในอาคารจะไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยม แต่แค่ได้ยลจากภายนอกก็คุ้มค่าพอที่จะแวะไปเยือน พระราชวังบังกาลอร์ (Bangalore Palace) ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ 1878 สง่างามในสถาปัตยกรรมแบบทิวดอร์ ก็เป็นหนึ่งจุดที่พลาดไม่ได้ และเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้ (ชาวต่างชาติคนละ 460 รูปี หรือราว ๆ 230 บาท)

จองที่พักในบังกาลอร์https://www.agoda.com/

พระราชวังบังกาลอร์ (Bangalore Palace) Cr.pic.: Shutterstock

วัดอิสคอน (Iskcon Temple) Cr.pic.: Shutterstock

เดินทางมายังประเทศอินเดียดินแดนแห่งเทพเจ้า หากมิได้ไปแวะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่เคารพบูชา ก็ดูเหมือนจะขาดอรรถรสความเป็นอินเดียอย่างน่าเสียดาย วัดอิสคอน (Iskcon Temple) เป็นหนึ่งในวัดฮินดูที่อุทิศถวายให้กับพระกฤษณะ (พระวิษณุ) ตั้งอยู่ในย่านราจาจินาการ์ (Rajajinagar) ทางตอนเหนือของเมืองบังกาลอร์ ที่นี่เป็นศูนย์รวมใจของผู้ศรัทธาพระกฤษณะจากทุกมุมโลก มีปฏิทินกิจกรรมให้ผู้สนใจปฏิบัติได้มาศึกษาวิธีสวดมนต์และบูชา (www.iskconbangalore.org)

จองตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพไปบังกาลอร์: https://www.airasia.com/

องค์พระศิวะที่วัดศิโวฮัม ศิวะ Cr.pic.: Shutterstock

หากต้องการชมเทวรูปพระศิวะองค์ใหญ่เสมือนอยู่ท่ามกลางเขาไกรลาส ต้องไปที่วัดศิโวฮัม ศิวะ (Shivoham Shiva Temple) อยู่บนถนนที่ไปยังสนามบินเก่า ใกล้กับ Kempfort Mall องค์พระศิวะขนาดใหญ่ถึง 65 ฟุต ปางนั่งสมาธิบนหลังเสือ มีพระพักตร์เรียบสงบและเปี่ยมเมตตา คือจุดนำสายตาที่มองเห็นได้แต่ไกล สิ่งวัดนี้แตกต่างไปจากที่อื่น คือการสร้างห้องเรียนรู้เป็นนิทรรศการประหนึ่งว่าเรากำลังเดินผ่านเข้าไปในเขาไกรลาสเพื่อเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับองค์พระศิวะและยังสนับสนุนให้ผู้ศรัทธาได้สวดมนตราอย่างเข้าใจความหมาย และเข้าถึงหลักคำสอนของพระศิวะได้มากขึ้น

จองตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพไปบังกาลอร์: https://www.opodo.com/

The Art of Living International Center Cr.pic.: Shutterstock

หากคุณสนใจสัมผัสประสบการณ์ที่เติมเต็มจิตวิญญาณและสุขภาพแบบองค์รวม บังกาลอร์ถือเป็นอีกเมืองที่มีสถานที่เรียนโยคะหลายแห่ง The Art of Living International Center (www.theartofliving.org) เป็นอาศรมสถานแห่งหนึ่งที่โดดเด่นตั้งแต่รูปแบบสถาปัตยกรรมทรงกลมที่ซ้อนเรียงกัน 5 ชั้น และชั้นบนสุดเป็นโดมโดดเด่นเห็นแต่ไกล ที่นี่มีการจัดโปรแกรม Art of Living Happiness ใครสนใจก็ลองเข้าไปศึกษากันดู

จองตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพไปบังกาลอร์:https://www.goindigo.in/

พระราชวังไมซอร์ Cr.pic.: Shutterstock

หากมีเวลาเพิ่มอยากแนะนำให้คุณไปเที่ยวที่เมืองไมซอร์ เพื่อต่อจิกซอว์ตัวสำคัญที่ทำให้เข้าใจความเป็นมาของรัฐกรณาฏกะ ซึ่งเดิมมีชื่อว่ารัฐไมซอร์ (State of Mysore) จุดเด่นของเมืองนี้คือพระราชวังไมซอร์เคยเป็นที่ประทับของราชวงศ์วิทยา (Vidya) สร้างขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ในปี ค.ศ.1897 เกิดไฟไหม้ไปบางส่วน และได้รับการบูรณะใหม่ให้สวยงามเฉกเช่นทุกวันนี้ในปี ค.ศ.1912 นับเป็นโบราณสถานสำคัญของรัฐกรณาฏกะที่สืบทอดต่อกันมาหลายช่วงอายุคน (https://www.mysorepalace.gov.in/)

Plan your trip to Bengaluru : http://www.southindiatourism.org/

ตลาดดอกไม้ในบังกาลอร์ Cr.pic.: Shutterstock

นั่งรถกลับมาที่บังกะลอร์ ภาพหมู่บ้านในชนบทนอกหน้าต่างเป็นอีกบรรยากาศที่เติมเต็มการมาเที่ยว “อินเดีย” ซึ่งจะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำ จะมีสักกี่แห่งในโลกใบนี้ ที่ให้เราได้สัมผัสความหนาวกลางไอแดดอุ่น ที่อบอุ่น งดงาม ไปด้วยความทรงจำ ประวัติศาสตร์ที่เคยรุ่งโรจน์ และร่มไม้ใหญ่ที่ยังคงยืนเด่นเป็นประจักษ์พยานของการเปลี่ยนผ่านกาลเวลาในยุคสมัยที่ผ่านมา

How to get there :

  • เที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ-บังกาลอร์ มีให้เลือกหลายสายการบิน ทั้ง การบินไทย แอร์เอเชีย อินดิโก แอร์อินเดีย คุณสามารถเลือกไฟลท์ที่เหมาะสมกับแผนการเดินทางของคุณ
  • ถ้าไม่อยากเรียกแท็กซี่ หรือริกชอว์ (สามล้อปั่นเหมือนกับตุ๊กๆ) คุณสามารถใช้บริการแอร์พอร์ทบัส ซึ่งอยู่ด้านหลังสนามบินบังกะลอร์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bangaloreairport.com

Where to stay :

Travel Tips :

  • ข้อมูลการยื่นขอวีซ่าไปประเทศอินเดีย https://www.vfsglobal.com/India/Thailand/
  • อัตราการแลกเปลี่ยนเงิน อยู่ที่ประมาณ 1 รูปี เท่ากับ 50 สตางค์ หากแลกเงินสกุลรูปีแล้วพยายามใช้แบ็งค์ย่อยกับเหรียญให้หมดที่สนามบิน เพราะตามศูนย์แลกเงินจะรับแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยเฉพาะแบ็งค์ร้อยรูปีขึ้นไป
  • สตรีโปรดหลีกเลี่ยงการเดินเที่ยวคนเดียว โดยเฉพาะในสวนพฤกษศาสตร์ลาลบาร์ก และสวนคับบอน หรือสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านอย่างชุมทางรถไฟ หรือสถานีขนส่ง

 

travelbaradmin's picture

ABOUT THE AUTHOR

POSTED BY travelbaradmin | Monday, October 28, 2019 - 09:48


admintator for web Travellerbar.com


RELATED FEED

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 17:54

6 Coffee Houses in Amsterdam


LEAVE A COMMENT

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 12:44

คอร์ตอร์ ที่ซึ่งอดีตพบกับปัจจุบัน


LEAVE A COMMENT

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 12:35

ความสุขอวลไอในสายลมที่ซิดนีย์


LEAVE A COMMENT