POSTED BY TRAVELBARADMIN | Monday, February 10, 2020 - 10:01
เนปาล อีกหนึ่งประเทศที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนานหลายพันปี สมญา ‘หลังคาโลก’ หรือ ‘มารดาแห่งเอกภพ’ นี้ได้มาจากภูมิประเทศที่มีเทือกเขาหิมาลัยอันงดงามเป็นฉากหลังยอดนิยมที่สร้างชื่อให้ดินแดนแห่งนี้มาแต่โบราณ ความสลับซับซ้อนของหุบเขามากมายที่โอบล้อมเนปาลเอาไว้ รวมถึงการเป็นประเทศที่ไม่มีเส้นทางออกสู่ทะเลสร้างเสน่ห์ลึกลับอย่างยิ่งยวดให้กับดินแดนแห่งนี้ และถึงแม้เวลาจะผันผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม เสน่ห์ของเนปาลก็ยังดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวให้ปักหมุดประเทศในหุบเขาแห่งนี้ไว้เป็นหนึ่งในจุดหมายซึ่งครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องไปเยือนให้ได้


ศาสนสถานของเนปาล Cr.pic.: WeRoad on Unsplash
ถึงแม้ว่าชาวพุทธจะคุ้นชินกับชื่อของเนปาลในฐานะดินแดนประสูติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือประตูสู่ยอดเขาเอเวอร์เรสต์อันท้าทายสำหรับนักผจญภัย แต่น้อยคนที่จะรู้ลึกเกี่ยวกับประเทศซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแห่งนี้ แม้ในปัจจุบันเนปาลปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ แต่เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศทั่วโลก เนปาลเคยเป็นราชอาณาจักรที่ผลัดเปลี่ยนมือเจ้าผู้ปกครองนครไปตามยุคสมัย และเป็นเบ้าหลอมอารยธรรมฮินดูและพุทธให้ผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน ผ่านช่วงยุคกลางอันรุ่งเรืองที่เนปาลเคยประกอบไปด้วย 4 ราชอาณาจักร ซึ่งภายหลังได้รวมเป็นหนึ่งภายใต้ชื่อราชอาณาจักรเนปาลหรือโครขา ผ่านจากเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจและความไม่สงบทางการเมืองกระทั่งยกเลิกระบอบกษัตริย์ไปในที่สุด ถึงอย่างนั้นความวิจิตรของศิลปวัฒนธรรมและร่องรอยของอาณาจักรต่างๆ ก็ยังปรากฏให้ได้พบเห็นและกระซิบเล่าเรื่องราวในอดีตไม่เลือนหายไปไหน


สถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของเนปาล Cr.pic.: Tobias Federle on Unsplash
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2015 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ศูนย์กลางอยู่ที่เนปาลสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างใหญ่หลวง และโบราณสถานเก่าแก่หลายแห่งพังเสียหายอย่างรุนแรง แต่ด้วยกำลังสนับสนุนจากหลายภาคส่วนทำให้การบูรณะโบราณสถานเป็นไปได้อย่างราบรื่นและในปัจจุบันสถานที่เหล่านั้นได้กลับมาอวดโฉมงดงามรอคอยนักท่องเที่ยวให้มาค้นพบคำว่าฟ้าหลังฝนในดินแดนหิมาลัยแห่งนี้ พร้อมจะบินลัดฟ้าสู้หลังคาโลกกันหรือยัง


บรรยากาศในกาฐมาณฑุ Cr.pic.: Rohan Reddy on Unsplash
หากกล่าวถึงเนปาล ไม่มีทางที่จะมองข้าม กาฐมาณฑุ (Kathmandu) เมืองหลวงของประเทศที่เปรียบเสมือนหน้าด่านต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกไปได้ เชื่อหรือไม่ว่ากาฐมาณฑุมีชื่อเล่นว่าเมืองแห่งวัด ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะพบวัดวาอารามหรือศาสนสถานของฮินดูและพุทธแทรกตัวอยู่ในเมืองหลวงที่ครึกครื้นวุ่นวายแห่งนี้อย่างแน่นอน ด้วยความสูงราว 1,400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลนี้ มนตร์เสน่ห์แห่งเนปาลจะอ้าแขนโอบกอดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ดินแดนแห่งศรัทธาที่เต็มไปด้วยสีสันน่าค้นหา และขึ้นชื่อว่าเมืองแห่งวัด แน่นอนว่าการมาเยือนกาฐมาณฑุจะไม่สมบูรณ์ได้เลยหากไม่ได้เข้าเยี่ยมชมวัดวามากมายในเมือง


มหาเจดีย์โพธินาถ Cr.pic.: Diya Pokharel on Unsplash
คงไม่ผิดหากจะพูดว่ามหาเจดีย์โพธินาถหรือ พุทธนาถ (Boudhanath Stupa) คือสัญลักษณ์คลาสสิคของเนปาล ไม่ว่าใครต่างก็คุ้นเคยกับภาพดวงตาเห็นธรรมที่ดูดุดันลึกลับแต่อ่อนช้อยงดงามที่ประดับอยู่บนเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเนปาลแห่งนี้ซึ่งสร้างด้วยศิลปะแบบพุทธนิกายมหายานของทิเบต และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์กรยูเนสโกในปี ค.ศ. 1979 เช่นเดียวกันนั้น

วัดปศุปฏินาถ วั Cr.pic.: Hemraj Rijal on Unsplash
วัดปศุปฏินาถ (Pashupatinath Temple) ศาสนสถานของฮินดูซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 8 ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปราว 3 กิโลเมตร จะเปิดประตูวัฒนธรรมเปลี่ยนบรรยากาศจากศิลปะทิเบตสู่สถาปัตยกรรมฮินดู มาปล่อยเวลาให้ไหลเอื่อยริมแม่น้ำพคมตี แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญไม่แพ้แม่น้ำคงคาในเมืองพาราณสีที่อินเดียเลยทีเดียว วัดแห่งนี้โดดเด่นด้วยหลังคาทองของเจดีย์กลางที่สร้างซ้อนกันถึง 2 ชั้นและประตูปิดด้วยเงินเปลว รวมถึงวิหารเล็กๆ นับร้อยที่รายล้อมอยู่ภายในบริเวณวัด ทว่ามีบางบริเวณที่อนุญาตให้เฉพาะผู้นับถือศาสนาฮินดูเท่านั้นจึงจะเข้าได้ แต่ไม่ต้องเสียใจไป หากเดินออกมาด้านนอกและยอมเสียเหงื่อสักนิด ยังมีวิวแบบพาโนรามาจากบนเนินเขาที่มองลงมาเห็นทิวทัศน์อันงดงามรออยู่หรือจะเดินเลียบแม่น้ำ สัมผัสวิถีชีวิตสไตล์ชาวฮินดูที่ยังคงเอกลักษณ์เอาไว้ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย


สถูปสวะยัมภูนาถ Cr.pic.: Ben Pauer on Unsplash
นอกจากนี้ยังมี สถูปสวะยัมภูนาถ (Swayambhunath) หรือที่รู้จักกันในชื่อวัดลิงซึ่งนี่คืออีกหนึ่งวัดเก่าแก่ที่เชื่อกันว่ามีอายุราว 2,000 ปี เป็นศิลปะผสมผสานระหว่างพุทธและฮินดูอย่างลงตัว และเป็นสถูปที่เก่าแก่ที่สุดในเนปาลเลยทีเดียว เจดีย์แห่งนี้ก็มีรูปดวงตาเห็นธรรมล้อมอยู่ทั้งสี่ด้านเช่นเดียวกับมหาเจดีย์โพธินาถ เป็นอีกหนึ่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่บนเนินเขาพร้อมทิวทัศน์สวยบาดใจ นอกจากนี้ยังไม่ควรพลาด วิหารกุมารี (Kumari Ghar) ที่พำนักของกุมารีหรือเด็กหญิงผู้ได้รับคัดเลือกตามความเชื่อของชาวฮินดูให้ดำรงตำแหน่งในฐานะเทพีมีลมหายใจและได้รับการเคารพบูชาอย่างสูงจากชาวฮินดู แม้การได้พบองค์กุมารีประทับเหนือหน้าต่างวิหารจะเป็นเรื่องยาก แต่งานสถาปัตยกรรมและงานฝีมือจากช่างชั้นครูที่ประดับตกแต่งหน้าต่างแกะสลักอย่างประณีตวิจิตรก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรไปเห็นด้วยตาสักครั้ง

Thamel Cr.pic.: Kerensa Pickett on Unsplash
สำหรับใครที่อยากทำความรู้จักกับกาฐมาณฑุนอกเหนือจากด้านความศรัทธาแล้วล่ะก็ เตรียมกระเป๋าเงินไว้ให้ดีแล้วไปละลายทรัพย์ที่ ย่านทาเมล (Thamel) กันได้เลย ตลาดใหญ่ใจกลางเมืองนี้อุดมไปด้วยร้านรวงขายของที่ระลึกทั้งแบบพื้นเมืองและสมัยใหม่ แล้วที่นี่ยังเสมือนเป็นศูนย์รวมความเจริญของกาฐมาณฑุที่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะพบกับที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของและบริษัททัวร์เรียงรายอยู่สองข้างทางชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นถนนข้าวสารแห่งเนปาลเลยทีเดียว แต่ถ้าอยากสัมผัสวิถีชีวิคคนท้องถิ่นให้มากขึ้น แนะนำให้ลองไปที่ ตลาดอาสาน (Asan market) ที่พรั่งพร้อมด้วยร้านขายผ้าพื้นเมือง เครื่องเทศและสินค้าต่างๆ ในบรรยากาศสุดแสนจะโลคอลก็พร้อมต้อนรับทุกคนเสมอ

จัตุรัสกาฐมาณฑุดูร์บาร์ Cr.pic.: Michael Romanov on Unsplash
เมื่อมากาฐมาณฑุต้องสำรวจ จัตุรัสกาฐมาณฑุดูร์บาร์ (Kathmandu Durbar Square) หรือเรียกอย่างสันสกฤตว่า วสันตปุรทรวารเกษตร ซึ่งนี่เคยเป็นที่ตั้งของวังมัลลกษัตริย์และศาหกษัตริย์ของอดีตราชอาณาจักรกาฐมัณฑุ ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสถาปัตยกรรมรอบตัวที่ยังทิ้งร่องรอยความรุ่งเรืองและศิลปะอันทรงคุณค่าในอดีตไว้ให้เห็น และอีกหนึ่งอดีตที่ไม่ควรมองข้ามคือ สวนแห่งความฝัน (Garden of Dreams) หรือที่เรียกอีกชื่อว่าสวนหกฤดูที่จะพาย้อนอดีตไปสู่ยุคล่าอาณานิคมกับสวนสไตล์นีโอคลาสสิคซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2463 โดยจอมพลไคเซอร์ ซัมเชอร์ รานาในคอนเซปต์ที่ว่าอยากได้สวนเทียบเคียงกับสวนสวยในอังกฤษ หากความสงบในสวนยังไม่เพียงพอสำหรับคุณ ลองย่างเท้าเข้าสู่ตึกสไตล์นีโอคลาสสิคที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันซึ่งซุกซ่อนหนังสือและวัตถุโบราณมีค่ามากมายเอาไว้ รับรองได้ว่า หอสมุดไคเซอร์ (Kaiser Library) แห่งนี้จะให้คุณมากกว่าแค่ความสงบอย่างไม่ต้องสงสัย
ภักตะปุร์ มนตร์ขลังเมืองโบราณ


ภักตะปุร์ Cr.pic.: Aadesh Thapa on Unsplash
ราว 15 กิโลเมตรจากกาฐมาณฑุ ยังมีเมืองเก่าที่ยังรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างบริสุทธิ์นั่นคือ ภักตะปุร์ (Bhaktapur) หรือ ภาทคาวัน สำหรับสายเที่ยวเชิงวัฒนธรรมนั้นเมืองนี้ก็คือสวรรค์เลยทีเดียว ภักตะปุร์ยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรม ศิลปะและบรรยากาศแบบเมื่อหลายร้อยปีก่อน สะท้อนร่องรอยของความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมอยู่ทุกหัวระแหงของเมืองโบราณสีโทนเหลืองส้มอมน้ำตาลซึ่งเกิดจากสิ่งก่อสร้างที่ทำจากดิน แม้วิถีชีวิตของคนท้องถิ่นจะเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อนอยู่บ้าง แต่ก็เป็นไปอย่างกลมกลืนจนทำให้หลายคนขนานนามเมืองนี้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตกันเลยทีเดียว


หมู่วิหารและอาคารโบราณ Cr.pic. Sajan Rajbahak on Unsplash
เริ่มด้วยการทอดน่องทำความรู้จักและเรียนรู้ประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของอดีตนครมัลละกันที่ จัตุรัสภักตะปุร์ ดูร์บาร์ (Bhaktapur Durbar Square) ผ่านหมู่วิหารและอาคารโบราณของสกุลช่างเนวารีผ่าน ประตูทองคำ (Sun Dhaka) ซึ่งแกะสลักลวดลายของเหล่าเทพและอสูรในศาสนาฮินดูไว้อย่างดงามยิ่ง สู่พระราชวัง 55 พระแกล (Palace of 55 Windows) ที่วิจิตรตระการตาด้วยหน้าต่างไม้แกะสลัก 55 บานซึ่งส่งเสริมและกลมกลืนไปกับตัวตึกก่ออิฐศิลปะศตวรรษที่ 18 ว่ากันว่าหน้าต่างทั้ง 55 บานนี้พระเจ้าจิตรมิตร มัลละทรงสั่งให้สร้างเพื่อพระชายาทั้ง 55 ของพระองค์นั่นเอง


Nyatapola Temple Cr.pic.: WeRoad on Unsplash
ไม่ไกลจากพระราชวังยังมีงานแกะสลักหินชิ้นเอกที่ควรค่าแก่การเข้าชมอย่าง วัดพัตสะละ เทวี (Batsala Devi) สถาปัตยกรรมแบบศิขะระซึ่งถูกทำลายจากแผ่นดินไหวและได้รับการบูรณะให้กลับมาดังเดิม แต่หากต้องการซื้อของฝากพื้นเมืองขึ้นชื่อ จัตุรัสช่างปั้น ที่อยู่ใกล้กับจัตุรัสภักตะปุร์ดูบาร์นั้นมีงานปั้นจากฝีมือคนท้องถิ่นเรียงรายให้ได้เลือกสรรมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นการได้ลองโยเกิร์ตนมควายในถ้วยดินเผานั้นถือเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ของเมืองนี้และนักท่องเที่ยวที่แวะมาเยือนก็ไม่เคยพลาดกันเลยสักคนเดียว ส่วนที่พลาดไม่ได้อีกที่ก็คือ เทวาลัยนยาตะโปลา (Nyatapola Temple) ศาสนสถานที่โดดเด่นด้วยหลังคา 5 ชั้นซ้อนซึ่งสร้างขึ้นเพื่อบูชาพระแม่ลักษมีตันตระซึ่งตั้งอยู่ที่ จัตุรัสทัวมาทิ (Taumadhi Square) เป็นโบราณสถานที่มีเสน่ห์น่าหลงใหลไม่แพ้ใคร
โปขระ ในอ้อมกอดแห่งขุนเขา


โพคารา Cr.pic.: Laurentiu Morariu on Unsplash
ได้เวลาโบกมือลาเมืองเก่า แล้วขึ้นเขาไปสูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางวิวหลักล้านในอ้อมกอดหิมาลัยที่เมือง โปขระ หรือ โพคารา (Pokhara) แน่นอนว่าความสวยของวิวนี้ย่อมต้องแลกมาด้วยความอดทนอย่างยิ่งเพราะอยู่ห่างจากกาฐมาณฑุถึงกว่า 200 กิโลเมตร อาจฟังดูไม่ใช่ตัวเลขที่มากมายอะไร แต่ด้วยภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนนั่นทำให้การเดินทางไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยล่ะ
หากเดินทางด้วยรถยนต์ต้องอดทนเพื่อเมืองในฝันกันสักนิด ถึงจะลำบากสักหน่อยแต่ทันทีที่แตะเท้าลงกับพื้นแล้วทอดสายตามองทะเลสาบที่รายล้อมด้วยขุนเขาซึ่งยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะ แถมยังมีหิมาลัยเป็นฉากหลัง แน่นอนว่าความเหนื่อยล้าของการเดินทางย่อมหายเป็นปลิดทิ้ง โปขระเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของเนปาลและได้ชื่อว่าเป็นนครหลวงของนักท่องเที่ยวอีกด้วย เพราะทัศนียภาพที่สวยจนลืมหายใจนี่เอง

Pokhara, Nepal Cr.pic.: Samrat Khadka on Unsplash
ส่วนใหญ่ผู้คนจะปล่อยเวลาให้ไหลเรื่อยไปบริเวณริมทะเลสาบอย่าง ทะเลสาบเฟวา (Phewa Lake) ความสวยหาตัวจับยากของธรรมชาตินี้สร้างเอกลักษณ์ตรึงใจเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ก็ยังมีเรือแจวและเรือคายัคไว้ให้บริการที่พร้อมจะพายไปสัมผัสวิวอันงดงามอลังการของที่นี่ หรือสายแอคทีฟที่ชอบการออกแรงลุยเที่ยวก็อาจเลือกไปเทร็กกิ้งเลียบทะเลสาบพร้อมไต่เขาขึ้นไปสู่เจดีย์แห่งสันติภาพโลกได้เช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าวิวระหว่างทางนั้นงดงามสะกดสายตาจนลืมเหนื่อยกันเลยทีเดียว เอาใจสายรักษ์ธรรมชาติกันบ้างกับ น้ำตกเดวี (Devi’s Falls) น้ำตกแสนสวยแต่เบื้องหลังซ่อนไปด้วยประวัติศาสตร์น่าเศร้าเนื่องจากเคยมีคู่รักชาวสวิสมากระโดดน้ำตกและฝ่ายหญิงจมน้ำเสียชีวิตในหลุมลึกด้านล่าง ซึ่งในภาษาพื้นเมืองนั้นเรียกน้ำตกแห่งนี้ว่า ‘น้ำตกปรภพ’ นั่นเอง


ทะเลสาบเฟวา Cr.pic.: Kaushal Subedi on Unsplash
นอกจากธรรมชาติที่สวยงามและกิจกรรมสนุกสนานเชิงอนุรักษ์แล้ว โปขระยังมีพิพิธภัณฑ์ภูเขานานาชาติไว้ให้ความรู้ผู้ที่สนใจ ซึ่งจัดแสดงวิถีชีวิตของชาวภูเขาจากทั่วทุกมุมโลกและข้อมูลเกี่ยวกับภูเขาในเชิงวิทยาศาสตร์ให้ได้เข้าใจความเป็นอยู่และวัฒนธรรมอันเกิดจากการใช้ชีวิตบนภูเขามากขึ้นอีกด้วย
ลุมพินีสถาน ที่ประสูติพระศาสดา


พระเจดีย์ที่ Pokhara Cr.pic.: Kartabya Aryal on Unsplash
เขยิบลงจากเทือกเขาสู่ที่ราบใกล้ชายแดนอินเดียกันบ้าง เมืองต่อไปที่น่าเยือนนั้นก็คือ เมืองลุมพินี (Lumbini) สถานที่สำคัญสำหรับพุทธศาสนาและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจสำหรับชาวพุทธทุกคนด้วย ในฐานะสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะผู้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างที่เรารู้กันจากการบันทึกประวัติศาสตร์ ไม่แปลกใจเลยที่ชาวพุทธมากมายจะหลั่งไหลมาแสวงบุญที่เมืองนี้ไม่ขาดสาย แล้วด้วยการแบ่งดินแดนชมพูทวีปในยุคปัจจุบันออกเป็นประเทศต่างๆ นั้น เลยทำให้ลุมพินีวันเป็นพุทธสังเวชนียสถานเพียงแห่งเดียวที่อยู่นอกอาณาเขตประเทศอินเดีย นอกจากจะมีความสำคัญทางศาสนาแล้วเมืองแห่งนี้ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีอย่างมากภายใน วิหารมายาเทวี (Mayadevi Temple) ที่พบรูปปั้นโบราณและซากอารยธรรมเก่าแก่ใกล้กับสวนพุชคารินี สิ่งที่น่าสนใจก็คือตัววัดที่สร้างขึ้นครอบสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นงานออกแบบของสถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่นอย่าง เคนโซ ทังเกะ
เนปาลถือเป็นดินแดนบริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และแรงศรัทธาจากหลากผองชน ดินแดนแห่งอารยธรรมเก่าแก่ ไปจนถึงแผ่นดินแห่งศาสนาอันยิ่งใหญ่ พร้อมธรรมชาติที่สมบูรณ์และงดงาม และวิถีชีวิตที่ยังคงกลิ่นอายของท้องถิ่นดั้งเดิมไว้แบบไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เหล่านี้ล้วนเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ใครต่างก็หลงใหลและอยากมาเยือนเนปาลสักครั้ง แล้วทุกครั้งที่มาเยือนก็สร้างความประทับใจได้ไม่รู้ลืมเช่นกัน
How to get there :
การเดินทาง / เครื่องบิน
เที่ยวบินตรง
ปัจจุบันมีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพสู่กาฐมาณฑุโดยสายการบิน
Thai Airways
Thai Lion Air
บินแบบต่อเครื่อง
มีสายการบินหลายสายให้เลือกสรรซึ่งสามารถไปต่อเครื่องไปยังเมืองต่างๆ ได้
Air India > กรุงเทพ-นิวเดลี-กาฐมาณฑุ
Cathey Pacific > กรุงเทพ-ฮ่องกง-กาฐมาณฑุ
China Eastern > กรุงเทพ-คุนหมิง-กาฐมาณฑุ
Malaysia Airlines > กรุงเทพ-กัวลาลัมเปอร์-กาฐมาณฑุ
การเดินทางในประเทศ
ด้วยภูมิประเทศเป็นเทือกเขาทำให้การเดินทางจากเมืองหนึ่งสู่เมืองหนึ่งในเนปาลกินเวลาค่อนข้างมากแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ มีตัวเลือกให้เลือกใช้บริการมากมายไม่ว่าจะเป็น
Prepaid Taxi : ที่จ้างเหมารายวันหรือรายทริปซึ่งจะอำนวยความสะดวกได้พอสมควรแต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยรถบัสระหว่างเมือง
Bus : สำหรับตัวเลือกสายประหยัดอาจต้องอดทนกันหน่อยแต่ไม่ยากเกินความสามารถ เนื่องจากเมืองใหญ่ๆ และเมืองท่องเที่ยวของเนปาลมีรถบัสระหว่างเมืองจากกาฐมาณฑุให้เลือกใช้ แต่ต้องทำใจกับระยะเวลาในการเดินทางเฉลี่ยราว 6 – 8 ชั่วโมงนั่นเอง
Fly : หรือจะซื้อความสะดวกให้ตัวเองด้วยการโดยสายการบินในประเทศ เช่น Buddha Air / Yeti Air / Tara Air จากกาฐมาณฑุสู่โปขระหรือลุมพินีก็น่าสนใจไม่น้อย
ที่พักแนะนำ
กาฐมาณฑุ
Luxury & Boutique > The Dwarika's Hotel
Business & Standard > Hotel Ganesh Himal
Budget & Hostel > Big Tree Hostel
ภักตะปุร์
Luxury & Boutique > Thagu Chhen
Business & Standard > Hotel Layaku Durbar
Budget & Hostel > Subha Guest House
โปขระ
Luxury & Boutique > Hotel Pokhara Grande
Business & Standard > Hotel White Pearl
Budget & Hostel > Pokhara Backpacker's Hostel
ลุมพินี
Luxury & Boutique > Lumbini Hokke Hotel
Business & Standard > Mirage Inn
Budget & Hostel > The Lumbini Village Lodge
When to go :
ฤดูกาล / ฤดูท่องเที่ยว
เนปาลเป็นประเทศที่มีอุณหภูมิแตกต่างหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ 4 – 31 องศาเซลเซียส ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาลด้วยนั่นเอง การเลือกช่วงเวลาเดินทางจึงขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และกิจกรรมที่ตั้งใจจะมาทำยังประเทศแห่งนี้ แต่โดยรวมแล้วช่วงฤดูใบไม้ร่วงตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงต้นเดือนธันวาคมนั้นจะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาเนปาลมากที่สุดเนื่องจากมีฝนตกน้อย เหมาะสำหรับนักเดินป่า ปีนเขาซึ่งตั้งใจจะมาเห็นเทือกเขางดงามตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง แต่สำหรับชาวไทย ช่วงสงกรานต์ก็น่าเที่ยวเพราะที่เนปาลอากาศเย็นสบาย
High Season > ก.ย. – พ.ย.
Shoulder Season > ธ.ค - ก.พ.
Low Season > มี.ค. – ส.ค.
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Monday, February 10, 2020 - 10:01
admintator for web Travellerbar.com
LEAVE A COMMENT