POSTED BY TRAVELBARADMIN | Tuesday, October 20, 2020 - 13:25
ย้อนกาลเวลากลับไปยัง ปี 2444-2456 ในช่วงที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี้) ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นสมุหเทศาภิบาล สำเร็จราชการมณฑลภูเก็ต ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีโครงการสร้างท่าเทียบเรือใหม่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะภูเก็ตที่อ่าวฉลอง ทำให้เรือเดินทะเลสามารถเข้าเทียบได้ในขณะที่มีลมมรสุมรุนแรงทางด้านทะเลอันดามัน ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะ

อาคารพรหมเทพมีหอนาฬิกาบนอาคาร ตั้งอยู่หัวมุมถนนพังงา ตัดกับถนนภูเก็ต Photo by BGphotographer
ชุมชนและความเจริญรุ่งเรืองเริ่มเคลื่อนย้ายมายังบริเวณที่ใกล้ท่าเรืออ่าวฉลอง คือบริเวณเมืองเก่าในย่านใจกลางภูเก็ตในปัจจุบัน ชาวภูเก็ตเชื้อสายจีนที่เติบโตสร้างฐานะจนร่ำรวยขึ้นมาจากการทำมาค้าและการทำเหมืองแร่ดีบุก ได้รับเอาสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส จากเกาะปีนังเข้าสู่ภูเก็ต
ความโดดเด่นของบ้านเรือนในเขตเมืองเก่าภูเก็ต นอกจากสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกิสแล้ว ตึกเก่าแก่เหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงตึกร้างว่างเปล่า เพราะชาวภูเก็ตเชื้อสายจีนยังคงใช้เป็นที่อยู่อาศัยจริงๆ บ้างเปิดกิจการร้านอาหาร Hostel หรือร้านจำหน่ายสินค้าหลากหลาย อาคารเด่นๆ ได้แก่ หอนาฬิกาพรหมเทพ ตรงหัวมุมถนนพังงา บ้านพระพิไสย พิพิธภัณฑ์ไทยหัว บ้านชินประชา บ้านหลวงอำนาจ เป็นต้น

การตกแต่งอาคารแบบชิโน-โปรตุกีส Photo by Maneerat Shotiyanpitak
สถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส (Chino-Portuguese Architecture) ถือกำเนิดขึ้นในแดนแหลมมลายูในยุคสมัยแห่งจักรวรรดินิยมของตะวันตก เมื่อประมาณปี พ.ศ.2054 ชาวโปรตุเกสได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำการค้าในเมืองท่ามะละกา และได้นำเอาศิลปวัฒนธรรมตลอดจนวิทยาการตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ด้วย จากการที่เมืองท่ามะละกาอยู่ระหว่างปีนังและสิงคโปร์ ชาวจีนเหล่านี้จึงนำแบบแปลนบ้านเรือนแบบฝรั่งไปก่อสร้าง โดยใช้ช่างชาวจีน ทำให้อาคารมีโครงสร้างแบบฝรั่ง แต่ตกแต่งด้วยลวดลายรวมถึงรูปแบบบางส่วนของตัวอาคารปรับเปลี่ยนไปตามคติความเชื่อของจีนและชาวมาเลย์ จนตกผลึกมีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีส ในแถบแหลมมาลายู

ในอาคารตึกแถวจะลึกยาวเข้าสู่ด้านใน จึงมีการเปิดหลังคาโล่งให้อากาศถ่ายเทได้ดี Photo by Dithichaya
อาคารชิโน-โปรตุกีสในภูเก็ต แบ่งเป็น 3 ประเภทดังนี้ คือ อาคารสำหรับกิจการ ซึ่งเป็นอาคารราชการ สมาคม โรงเรียน และบริษัทเอกชน โดยอาคารเหล่านี้มีลักษณะเป็นตึกก่ออิฐถือปูนอย่างมั่นคง มีผนังหนาและประดับลวดลายสวยงาม เช่น ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว เป็นต้น คฤหาสน์ หรือ อังม่อหล่าว อั่งม่อหล่าว แปลว่า ตึกฝรั่ง เป็นตึก 2 ชั้นขนาดใหญ่ หรือบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ ผนังก่ออิฐฉาบปูนหนา มีเสาตกแต่งลวดลายปูนปั้นตามแบบศิลปะยุโรป และมีประตูหน้าต่างไม้ตกแต่งลวดลายฉลุแบบศิลปะจีน เช่น คฤหาสน์พระพิทักษ์ชินประชา เป็นต้น และแบบสุดท้าย อาคารตึกแถว (เตี้ยมฉู่) เป็นตึกแถวที่มีจุดเด่น คือ มีซุ้มโค้งของช่องทางเดินต่อเนื่องกันโดยตลอดทั้งแถวตึก เพื่อเป็นทางให้ผู้คนที่สัญจรไปมา เรียกว่า หง่อคาขี่ หรือ อาเขต ตึกแถวนี้ส่วนใหญ่มีหลังคาทรงสูงมุงด้วยกระเบื้องดินเผา ประตูหน้าต่างชั้นล่างทำด้วยไม้ตกแต่งด้วยลวดลายแบบจีน ส่วนชั้นบนมักเป็นบานหน้าต่างขนาดใหญ่ 2-3 ช่องยาวถึงพื้นห้อง เช่น ตึกแถวบริเวณถนนถลาง และซอยรมณีย์ เป็นต้น

การตกแต่งสวนอาคารอั่งมอหล่าว Photo by Dithichaya
เมื่อปี พ.ศ. 2537 ทางเทศบาลนครภูเก็ต หน่วยงานจากภาครัฐ และองค์กรเอกชน องค์กรท้องถิ่นในเมืองภูเก็ต ได้ร่วมกันพัฒนาและอนุรักษ์ย่านเมืองเก่า มีการกำหนดให้พื้นที่ประมาณ 210 ไร่ ซึ่งครอบคลุมถนนรัษฎา ถนนพังงา ถนนเยาวราช ถนนกระบี่ ถนนดีบุก ถนนถลาง ถนนเทพกระษัตรี ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและศิลปกรรม โดยออกเป็นประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควบคุมให้พื้นที่อนุรักษ์นี้ให้มีความสูงอาคารได้ไม่เกิน 12 เมตร และยังได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาอาคารในรูปแบบดั้งเดิมไว้ เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของเมืองภูเก็ต
การเดินชมเมืองเก่าภูเก็ต เส้นทางประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การศึกษายิ่ง ทั้งได้ชมความงามของสถาปัตยกรรม วิถีชีวิต และลิ้มลองอาหารที่อร่อย ซึ่งมีระยะทางประมาณ 4.6 กิโลเมตร โดยแบ่งช่วงของการเดิน 6 ช่วง ดังนี้
ช่วงที่ 1 ถนนภูเก็ต ถนนรัษฎาและถนนระนอง จุดเริ่มต้นเดินชมเมืองเก่าภูเก็ต เริ่มจากศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ พิพิธภัณฑ์โรงแรมถาวร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา วงเวียนสุริยเดช จนถึงบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน)
ช่วงที่ 2 ถนนเยาวราช ถนนพังงา ถนนภูเก็ต และถนนมนตรี เริ่มจากบริเวณวงเวียนสุริยเดช เดินไปตามถนนเยาวราช เลี้ยวขวาเข้าถนนพังงาจนถึงสี่แยกตัดกับถนนภูเก็ต จะพบกับศาลเจ้าแสงธรรม โรงแรมออน ออน ตึกเก่าถนนพังงา อาคารธนาคารนครหลวงไทย ไปจนถึงอาคารไปรษณีย์โทรเลข ถนนพังงาเป็นที่ตั้งของศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ ที่ปัจจุบันทาสีใหม่เป็นสีเหลืองและมีหอนาฬิกาสูง 4 ชั้น ช่องประตูหน้าต่างแบ่งเป็นช่องโค้ง มีเสาอิงแบ่งเป็นช่วงๆ ประดับลายปูนปั้นบนยอดซุ้มโค้งสวยงาม

หลาดใหญ่ถนนถลาง Photo by Dithichaya
ช่วงที่ 3 ถนนถลาง นับเป็นถนนสายประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่สุดสายหนึ่ง มีอาคารตึกแถวเก่าที่มีรูปแบบเดิมเกาะกลุ่มกันมากที่สุด โดยเฉพาะลักษณะการเปิดช่องทางเดินหรือ หง่อคากี่ เอาไว้เหมือนในอดีต มีตึกแถวคูหาอยู่ทั้งสิ้น 141 คูหา
ถนนถลางเป็นถนนที่เก่าแก่ที่สุดสายหนึ่งในเมืองภูเก็ต เป็นย่านการค้าซึ่งบอกเล่าเรื่องราว วิถีชีวิตที่เคยมีในอดีต ตั้งแต่สมัยที่ยุคเหมืองแร่รุ่งเรือง และมรดกทางวัฒนธรรมมากกว่า 3 วัฒนธรรม ได้แก่ ไทย จีน มุสลิม อินเดีย ยุโรป ทุกวันอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 16.00 - 22.00 น. มีการจัด “หลาดใหญ่” Phuket Walking Street นักท่องเที่ยวจะได้เดินชม เดินช้อป เดินกินอย่างเพลิดเพลิน รวมถึงการแสดงดนตรีของศิลปินในภูเก็ตที่ช่วยขับกล่อมและสร้างบรรยากาศอันรื่นรมย์ในเย็นวันอาทิตย์บนถนนย่านเมืองเก่าสายนี้

พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว Photo by surasaki
ช่วงที่ 4 ถนนกระบี่ และถนนสตูล เริ่มจากถนนกระบี่ จะพบความสวยงามของอาคาร พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว โรงเรียนภูเก็ตกุลธิดา โรงพยาบาลสิริโรจน์เดิม สามารถชมคฤหาสน์พระพิทักษ์ชินประชา และบ้านคุณประชา ตัณฑวณิช ถนนกระบี่ มีร้านน่ารักๆ มีบ้านเรือนโบราณเก่าแก่ให้ชม แล้วยังมี พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ซึ่ง เป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกในจังหวัดภูเก็ตที่ชาวจีนฮกเกี้ยนบรรพบุรุษชาวจีนรุ่นแรกที่อพยพมาอยู่ที่ภูเก็ตได้ร่วมกันก่อตั้งขึ้น ปัจจุบันอาคารแห่งนี้ได้รับการบูรณะให้มีสภาพสมบูรณ์ สวยงาม จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ ส่วนที่ชั้นบนยังคงใช้เป็นที่สอนภาษาจีน ชั้นล่างจัดแสดงประวัติความเป็นมาและนิทรรศการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภูเก็ตและวิถีคนภูเก็ต

ซอยรมณีย์ Photo by Alena Ozerova
ช่วงที่ 5 ถนนดีบุก ถนนเยาวราช ตรอกสุ่นอุทิศ และซอยรมณีย์ ช่วงนี้เริ่มจากแยกถนนดีบุกตัดกับถนนสตูล จะพบกับคฤหาสน์ต้นตระกูลตัณฑเวส บ้านหลวงอำนาจนรารักษ์ เดินตามถนนดีบุก ถนนสายย่านบ้านนายเหมืองเก่า จนถึงสี่แยกตัดกับถนนเยาวราช เมื่อเลี้ยวขวาเข้าถนนเยาวราช จะสัมผัสกับบรรยากาศตึกเก่าและอาหารว่างยามบ่ายในตรอกสุ่นอุทิศ หากย้อนกลับมาสี่แยกเลี้ยวเข้าถนนดีบุก อีกช่วงหนึ่งจะเข้าสู่ซอยรมณีย์
Street Art ปากซอยรมณีย์ Photo by GG6369
ถนนดีบุก เดิมเป็นย่านที่อยู่อาศัยของคหบดีชาวจีน มีร้านน่ารักๆ ให้ต้องแวะตลอดสองข้างทาง นอกจากนี้บนถนนดีบุกยังเป็นที่ตั้งของบ้านหลวงอำนาจนรารักษ์ ผู้ริเริ่มการกินเจใน จ.ภูเก็ต จนกลายเป็นประเพณีกินเจที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย
ซอยรมณีย์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของย่านเมืองเก่าภูเก็ต ซอยนี้จะมีตึกเก่าแก่สวยๆ ในอดีตซอยรมณีย์เคยเป็นซอยบันเทิงของ ปัจจุบันมีแต่ความสวยงามของอาคารบ้านเรือนให้นักท่องเที่ยวได้มาเดินชมและถ่ายรูปเล่นกัน ซอยรมณีย์มีระยะทางทั้งซอยประมาณ 150 เมตร
ช่วงที่ 6 ถนนเทพกระษัตรี เป็นช่วงสุดท้ายในการเดินชมเมืองเก่าภูเก็ต อาจแวะชมบ้านเก่าแล้วย้อนออกมาตามถนนเทพกระษัตรีอีกครั้ง จนไปสิ้นสุดเส้นทางที่คฤหาสน์ตระกูลหงษ์หยก บริษัทอนุภาษและบุตรจำกัด

มาแชะภาพสวยในเมืองเก่าภูเก็ต Photo by SAHACHATZ
เมืองเก่าภูเก็ตที่ผ่านช่วงเวลากว่า 100 ปี ยังคงเก็บบันทึกเรื่องราวในอดีตตกทอดสืบสานมาถึงปัจจุบัน ที่สามารถสัมผัสได้ด้วยการเดินเยี่ยมชมไปตามถนนและย่านต่างๆ และยังเข้าไปศึกษาหาความรู้ได้ในหลายพิพิธภัณฑ์ เช่น พิพิธภัณฑ์บ้านชินประชา พิพิธภัณฑ์โรงแรมถาวร พิพิธภัณฑ์โรงเรียนไทยหัว เป็นต้น หรือเข้าพักในโรงแรมหรือ Hostel ที่ปรับอาคารมารองรับนักท่องเที่ยว หรือรับประทานอาหารในร้านอาหาร นั่งพักดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ในร้านกาแฟ หรือทำกิจกรรมเรียนรู้การเขียนหนังสือจีน เป็นต้น ถ้าจะบอกว่าเมืองเก่าแห่งนี้กำลังเล่าถึงภูเก็ต ก็ไม่เป็นเรื่องเกินจริงแต่อย่างไร
เกี่ยวกับ "เสาอิง"
เสาสี่เหลี่ยม หรือเสาอิง (Pier) ในสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ใช้สำหรับรับซุ้มโค้ง จะทำจากปูนเป็นสี่เหลี่ยมบางส่วนและมีบัวหัวเสาตรงบริเวณที่เริ่มโค้ง บางครั้งเสาก็จะมีเสาแนบ (Shaft) ประกบและมีบัวที่ฐาน แม้ว่าจะเป็นสี่เหลี่ยมแต่บางครั้งจะเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนโดยการใช้ตัวเสาหลักที่กลวงเป็นตัวรับซุ้มโค้ง หรือใช้กลุ่มเสาแนบประกบกันจนไปถึงซุ้มโค้ง บางครั้งเสาอิงก็ใช้สำหรับรับซุ้มโค้งสองซุ้มใหญ่ตัดกัน เช่น ภายใต้จุดตัด ระหว่างทางเดินกลางและแขนกางเขน และมักจะเป็นลักษณะไขว้เป็นฉากต่อกัน
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Tuesday, October 20, 2020 - 13:25
admintator for web Travellerbar.com
LEAVE A COMMENT