เสน่หาอิตาลี

POSTED BY TRAVELBARADMIN | Thursday, April 02, 2020 - 13:55

ถึงแม้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา อิตาลีจะเผชิญกับวิกฤติการณ์ต่างๆ มากมายหลายครั้ง ทั้งภัยพิบัติ และโรคระบาด แต่ด้วยเหตุที่ดินแดนแห่งนี้ มีทั้งประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของมนุษยชาติ และงานสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าจากศิลปินชั้นนำระดับโลกที่สร้างผลงานไว้นับร้อยนับพันปี  ทั้งหมดนี้มีรวมอยู่ในประเทศที่มีรูปทรงคล้ายรองเท้าบู๊ท

ประเทศอิตาลีตั้งอยู่บนคาบสมุทรอิตาลี ความดีงามของประเทศนี้คือซ้ายก็ทะเล ขวาก็ทะเล ใต้ก็ทะเล แต่เหนือไม่ทะเล เพราะติดต่อกับประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์และออสเตรีย โดยมีเทือกเขาแอลป์กางกั้นเป็นอาณาเขตระหว่างประเทศ และเนื่องจากอิตาลีถูกล้อมรอบด้วยทะเลขนาดนั้น ก็เลยมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่โดดเด่นและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เป็นชายฝั่งทะเลยาวหลายพันกิโลเมตร แม้จะมีพื้นฐานที่ดีจากธรรมชาติจัดสรร ให้โดดเด่นน่าเที่ยวมากอยู่แล้ว แต่อิตาลีก็ยังมีเรื่องราวดีๆ มากไปกว่านั้น ด้วยความเป็นแหล่งอารยธรรมทางประวัติศาสตร์ของโลกมาอย่างยาวนาน ทำให้อิตาลีเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวต้องกาดอกจันไว้ว่า จะต้องมาเยือนให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

Photo by Christopher Czermak 

เปิดว้าบมาที่โรมกันเลยดีกว่า เมืองหลวงของอิตาลีมีความโรแมนติกแสนเก๋อยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าจะต้องมีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่ทำให้ภาพยนตร์รักโรแมนติกหลายเรื่องใช้ โรมเป็นแบ็คกราวน์ในการเล่าเรื่องรัก มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไปย้อนดูกันได้ใน  Roman Holiday, When in Rome , Romeo and Juliet, Only You, to Rome with Love เป็นต้น ครั้งหนึ่งโรมเคยเป็นอาณาจักรใหญ่ที่มีบทบาทมากที่สุดของอารยธรรมตะวันตก ทำให้เมืองหลวงของ

Photo by Christopher Czermak 

ในโรมสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งอยู่ไม่ไกลกันมาก เราสามารถเดินเที่ยวได้ หรือจะนั่งรถไฟใต้ดินไปแล้วเดินอีกหน่อยก็สะดวกดี ว่าแล้วก็เริ่มเดินย้อนเวลาหาอดีตกันเลย เริ่มต้นกันที่มหาวิหารแพนธีออน (Pantheon) อายุมากกว่า 2,000 ปี ซึ่งเคยใช้เป็นเทวสถานสำหรับเทพเจ้าของโรมันโบราณ และเป็นคริสต์ศาสนสถานของชาวโรมันคาทอลิก ความยิ่งใหญ่อันน่าตื่นตะลึงของมหาวิหารแห่งนี้ สามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ภายนอกอาคาร ด้วยหินแกรนิตขนาดใหญ่แบบก้อนเดียวไร้รอยต่อ นำมาตั้งเรียงกันเป็นแนวยาวค้ำยันด้านหน้าอาคาร ส่วนภายในนั้นยิ่งสวยงามและกว้างใหญ่ไร้เสากลาง สมกับเป็นที่พำนักของเทพเจ้าที่แท้จริง  จุดเด่นของภายในวิหารก็คือ ช่องวงกลมขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 ฟุต ตรงกลางโดม ซึ่งเรียกว่า Oculus เปรียบเสมือนดวงตาสวรรค์ที่เชื่อมระหว่างพระเจ้าและมนุษย์  ใช้เป็นนาฬิกาแดด  รวมถึงส่องแสงสว่างเป็นไฮไลท์ให้กษัตริย์ ขณะประกอบพิธีสำคัญภายในมหาวิหาร  ความยิ่งใหญ่ของแพนธีออนนี้มาพร้อมการออกแบบที่ลงตัว นับเป็นสิ่งก่อสร้างจากสมัยโรมันที่คงสภาพสมบูรณ์ที่สุด จากการสรรค์สร้างโดยสถาปนิกในยุคก่อน

Photo by Joshua Earle 

ความยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งของกรุงโรม ที่ทุกคนรู้จักกันดี ก็คือโคลอสเซียม (Colosseum) สถาปัตยกรรมอลังการขนาดใหญ่ยักษ์  ที่เป็นต้นแบบของสนามกีฬาในปัจจุบัน  โคลอสเซียมมีอายุมากกว่า 1,900 ปี เป็นอัฒจันทร์ขนาด 4 ชั้น ก่อด้วยอิฐและหินขนาดใหญ่สร้างเป็นรูปวงรี ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางกรุงโรม ใช้สำหรับเป็นสนามกีฬากลางแจ้งสามารถจุผู้ชมได้กว่า 80,000 คน  ความฉกาจฉกรรจ์ของสถาปนิกนักออกแบบสมัยก่อน ทั้งมหาวิหารแพนธีออนและโคลอสเซียมก็คือ มีการคำนึงเรื่องระบบระบายน้ำ ไม่ให้น้ำท่วมขังตอนฝนตก ความละเอียดรอบคอบในการออกแบบ ทำให้สถาปัตยกรรมเหล่านี้อยู่ยงคงกระพันมาให้เห็นจนถึงทุกวันนี้

Photo by Chantal Lim 

ไฮไลท์อีกแห่งหนึ่งของกรุงโรม ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องแวะมาโยนเหรียญขอพรก็คือน้ำพุเทรวี (Trevi Fountain) น้ำพุแบบบาโรกที่มีชื่อเสียงของกรุงโรม ด้วยขนาดความสูง 25.9 เมตร กว้าง 19.8 เมตร ที่ตรงกลางของน้ำพุมีรูปปั้นแกะสลักเทพของเทพแห่งท้องทะเลคือ เทพเนปจูนและไททัน อันแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร น้ำพุเทรวีตั้งอยู่ตรงทางสามแพร่ง อันเป็นที่มาของชื่อเทรวี มาจากคำว่า “ตรีวิอุม” หมายถึงการบรรจบกันของถนนสามสายนั่นเอง และไม่ไกลจากน้ำพุเทรวีก็มีบันไดที่กว้างและยาวที่สุดในยุโรป เรียกว่าบันไดสเปน(Scalinata della Trinità dei Monti) ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยรูปปั้นแกะสลัก และ สถาปัตยกรรมแบบโรมันสุดคลาสสิค บันไดแห่งนี้ตั้งอยู่บนจัตุรัสอันเป็นที่ตั้งที่สามารถเชื่อมต่อกับถนน Via Condotti  ที่เต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์เนมชื่อดังมากมายถูกใจสายช้อป ทั้ง Prada , Gucci , Dior , Valentino , Amarni , Versace , Fendi ได้ช้อปไปชมความงามของเมืองไป  ถ้าเหนื่อยๆเมื่อยๆ ก็มีร้านกาแฟเก่าแก่สุดเก๋ของโรม อย่างร้านคาเฟ่เกร็กโก ให้นั่งจิบกาแฟกันชิลๆได้อีกด้วย

Photo by Eduardo Garcia-Nieto 

ไหนๆ ก็มาถึงโรมแล้ว ก็ควรจะไปเยือน นครรัฐวาติกัน (State of the Vatican City) รัฐอิสระที่มีอำนาจในการปกครองตัวเอง มีพื้นที่เพียงเเค่ 250 ไร่ ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงโรม วาติกันเป็นประเทศเอกราช ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกโดยมีสมเด็จพระสันตะปาปาเป็นผู้ปกครอง  ภายในพื้นที่ของนครรัฐวาติกันมีสถานที่สำคัญตั้งอยู่หลายแห่ง ได้แก่ วิหารเซนต์ปีเตอร์  (St.Peter’s Basilica หรือ Basilica di San Pietro)  นับเป็นสถาปัตยกรรมยุคเรอเนสซองซ์ที่มีชื่อเสียงที่สุด ใช้เวลาก่อสร้างถึง 150 ปี  ส่วนทางด้านหน้ามหาวิหารเป็นลานกว้างเรียกว่า St.Peter’s Square  อีกจุดหนึ่งที่ควรเข้าเยี่ยมชมก็คือพิพิธภัณฑ์นครวาติกัน เเหล่งรวบรวมวัตถุโบราณจำนวนมากตั้งเเต่สมัยโรมัน เเละมีผลงานศิลปะในยุคเรเนซองส์จำนวนมาก  โดยเฉพาะแกลเลอรี่งานศิลปะของ Pinacoteca Vaticana ที่รวมรวมงานศิลปะจากโบสถ์มากมาย รวมถึงผลงานของจิออตโต้, ดาวินชี่ เเละราฟาเอล

Photo by Jonathan Körner 

ออกจากโรมแล้วขยับขึ้นเหนือไปเที่ยวต่อที่เมืองศิลปะอย่างฟลอเรนซ์(Florence) เมืองที่เคยเฟื่องฟูในยุคกลางเป็นศูนย์กลางทางการค้าและทางการเงิน และถือกันว่าเป็นที่แหล่งกำเนิดของยุคเรอเนซองส์หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ก่อนจะแพร่ขยายไปทั่วยุโรป ฟลอเรนซ์ในปัจจุบันเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนยุคโบราณ จตุรัสลานกว้างๆ หอศิลปะ ถนน และตรอกซอกซอย ซึ่งเหมาะแก่การเดินเที่ยวชมเมืองแบบชิลๆ  ทั้งมหาวิหารฟลอเรนซ์ (Florence Cathedral) ที่ตั้งอยู่ในเขตจัตุรัสเปียซซ่า เดล ดูโอโม สร้างขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ด้านหน้าโบสถ์ประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาว เขียว และชมพู เป็นมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ของทวีปยุโรป มีอายุกว่า 800 ปี

Photo by Heidi Kaden 

จัตุรัสซินญอเรีย (Piazza della Signoria) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองฟลอเรนซ์ รายล้อมด้วยอาคารเก่าแก่และงานประติมากรรมหินอ่อนที่งดงาม ทั้งรูปแกะสลักเดวิดของแท้ เทพเนปจูน เทพอพอลโล เพอร์ซิอุส เฮอร์คิวลีส  และด้านข้างยังมีประติมากรรมสำริดรูปเพอร์ซีอุสถือหัวนางเมดูซ่า ผลงานของเซลลินีอีกด้วย และถ้าหากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินท่องเมืองแล้ว ในฟลอเรนซ์ก็มีร้านกาแฟมากมายให้เห็นได้ตามรายทาง ให้นักท่องเที่ยวได้แวะพักดื่มด่ำกับ  Espesso ดีๆ สักแก้วกับเพื่อนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

Photo by Tom Podmore 

เมืองอื่นๆของอิตาลีก็ยังมีสถานที่น่าสนใจและสวยงามอีกมากมาย ทั้งเวนิซเมืองแห่งคลอง มิลานเมืองแฟชั่น เนเปิลเมืองมรดกโลกต้นกำเนิดพิซซ่า โบโลญญาเมืองมหาวิทยาลัยและประวัติศาสตร์ ปิซาเมืองแห่งหอเอนชื่อดัง ตูรินเมืองอุตสาหกรรมรถยนต์ เจนัวเมืองท่าแห่งการค้า เรียกว่ามีจุดน่าสนใจให้น่าแวะทุกเมือง นี่ยังไม่นับเรื่องอาหารการกิน ที่อิตาลีก็เป็นต้นตำรับอาหารเลื่องชื่อที่โด่งดังไปเป็นอาหารของคนทั่วโลก อย่าง พิซซ่า พาสต้า กาแฟเอสเพรสโซ่ ไอศครีมเจลาโต้ ไวน์ ฯลฯ สำหรับเสน่ห์และเรื่องราวของเมืองต่างๆ ในอิตาลีนั้น การเดินทางไปชมแค่ครั้งเดียวคงไม่พอ เพราะแต่ละเมืองมีประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าใหม่ๆ รอให้เราไปเก็บเกี่ยวในครั้งต่อไปเสมอ  J

How to get there

  • มีสายการบินตรงจากสุวรรณภูมิ ไปลงที่ สนามบินเลโอนาร์โด ดา วินชี-ฟีอูมีชีโน สนามบินที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี โดยใช้เวลาบินประมาณ 15 ชั่วโมง
  • การเดินทางจากสนามบินเข้าตัวเมือง มีรถโดยสารและรถไฟให้บริการตามตารางเวลา
  • ในกรุงโรมมีรถไฟใต้ดิน สาย A และ สาย B เปิดให้บริการทุกวัน
  • (สาย A ให้บริการเวลา 05.30-21.30 น.  สาย B ให้บริการเวลา 05.30-23.30 น.)  
  • รถรางให้บริการเวลา 05.00 – 24.00 น.
  • ขนส่งมวลชนทุกประเภท ต้องใช้ตั๋วที่เรียกว่า BIT โดยจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 1.50 ยูโร  

where to stay

  • โรมเป็นเมืองใหญ่มีโรงแรมให้เลือกมากมายหลายเรทราคา อีกทั้งยังมีระบบคมนาคมทันสมัย เดินทางได้สะดวกสบายภายในตัวเมือง  แนะนำให้เลือกโรงแรมที่พัก ที่ไม่ไกลสามารถเดินไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินได้ จะสะดวกโยธินกับการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง  

travelbaradmin's picture

ABOUT THE AUTHOR

POSTED BY travelbaradmin | Thursday, April 02, 2020 - 13:55


admintator for web Travellerbar.com


RELATED FEED

POSTED BY travelbaradmin | Thursday, April 02, 2020 - 15:02

กรีซ มรดกอันงดงามแห่งอาณาจักรโบราณ


LEAVE A COMMENT

POSTED BY travelbaradmin | Thursday, April 02, 2020 - 12:52

Nicaragua นิคารากัว จุดหมายใหม่ของนักผจญภัย


LEAVE A COMMENT

POSTED BY travelbaradmin | Wednesday, April 01, 2020 - 16:33

บาฮามาส เกาะเสน่ห์ หาดสวรรค์


LEAVE A COMMENT