POSTED BY TRAVELBARADMIN | Monday, October 28, 2019 - 17:56
| เสียมราฐ หรือ เสียมเรียบ เป็นจังหวัดหนึ่งในประเทศกัมพูชา ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา อยู่ริมฝั่งทะเลสาบเขมร เป็นที่ตั้งของนครวัดและกลุ่มปราสาทหินหลายแห่ง ส่วนใหญ่เป็นหมู่ปราสาทหินของอาณาจักรขอม ได้แก่ ปราสาทนครวัด และกลุ่มปราสาทนครธม เมืองเสียมราฐนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของประเทศกัมพูชา ในแต่ละปีมีผู้เดินทางไปเที่ยวไปเยี่ยมชมนครวัดถึงประมาณ 1,600,000 คน | ||
| รับอรุณที่โตนเลสาบ | ||
| งัวเงียตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวตอนตีสี่ วิ่งลงมาจากชั้นบนของโรงแรมให้ทันเวลาล้อหมุน รถแล่นออกไปยังฝั่งทะเลสาบ ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 20 กิโลเมตร ไปถึงฟ้ายังไม่สว่างดี เห็นชาวบ้านตระเตรียมสินค้าไว้ขายตอนเช้า มีบ้านหลังเล็กหลังน้อยของชาวประมงปลูกเรียงรายไปตามสองฟากถนนที่ทอดยาวออกไปในเวิ้งน้ำในทะเลสาบ โตนเลสาบเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่กว้างใหญ่ที่สุดในเอเซียอาคเนย์ ในฤดูน้ำหลากโตนเลสาบจะมีพื้นที่กว้างถึง 7500 ตร.กม. และมีความลึกสุดๆประมาณ 10-12 เมตรเลยทีเดียว | ||
![]() |
||
| วิถีชีวิตของชาวบ้านที่โตนเลสาบ Cr.pic.: Dithichaya Ruangsirikorn | ||
| อรุณรุ่งจนเห็นทัศนียภาพรอบกายอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นพงหญ้าและต้นไม้ไม่สูงนักขึ้นอยู่ในน้ำ เมื่อเรือแล่นออกไปบ้านลอยน้ำที่หนาตาในช่วงแรกบางตาลง และเมื่อเรือแล่นมาถึงร่องทางน้ำที่ซอยแยกไปทางด้านซ้าย-ขวา จึงเห็นบ้านลอยน้ำหนาแน่นขึ้นอีกครั้ง สองฟากฝั่งร่องน้ำมีพงไม้และต้นไม้ขึ้น ซึ่งช่วยกำบังลมได้เป็นอย่างดี ชาวบ้านเริ่มออกมาสัญจรทางเรือ ส่วนใหญ่จะวางเครื่องยนต์กลางลำเรือเล็กๆ ไม่มีเรือหางยาวเหมือนบ้านเรา บางลำก็อาศัยแรงกายพายเรือ | ||
| บ้านลอยน้ำอยู่กันเป็นชุมชน มีทั้งโบสถ์ ร้านค้า และแพร้านอาหารขนาดใหญ่ ไว้รองรับนักท่องเที่ยว แต่เท่าที่ทราบจากชาวกัมพูชาเล่าว่าถ้านักท่องเที่ยวออกไปกลางวันจะมีเด็กๆ หรือชาวบ้านแอบออกมาขอทานกันมากมาย ที่บอกว่าแอบก็เพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย บางทีพายเรือมาขอทานก็วางกล้วยไว้บังหน้า วางจนช้ำดำก็ยังไม่ได้ขายสักที เพราะไม่ได้เจตนาจะขายสักหน่อย แต่เอามาหลอกตำรวจมากกว่า เหล่านี้สร้างความไม่สบายใจแก่ชาวกัมพูชาที่ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว แต่เราไม่เห็นภาพเหล่านั้น เพราะไปถึงโตนเลสาบกันแต่ไก่โห่ คุณๆ ทั้งหลาย(ขอทาน)ยังไม่ออกมาทำงาน เราใช้เวลาที่โตนเลสาบราว 2 ชั่วโมง จึงเดินทางกลับเข้าโรงแรมมารับประทานอาหารเช้า วันนี้เราเตรียมตัวเตรียมแรงเอาไว้เที่ยวปราสาทกันทั้งวันเลยทีเดียว | ||
| ปราสาทบันทายสรี | ||
![]() |
||
| ปราสาทบันทานสรี Cr.pic.: Dithichaya Ruangsirikorn | ||
| เป็นการเริ่มต้นเที่ยวชมปราสาท ปราสาทบันทายสรีเป็นสถาปัตยกรรมศิลปะบันทายสรี (พ.ศ. 1510-1550) สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยเชนทรวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ในศาสนสถานฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ปราสาทบันทายสรีสร้างในที่ราบมีฐานรองรับตัวปราสาทเท่านั้น ด้วยผู้ดำเนินการสร้าง คือ พราหมณ์ยัชญวราหะ ซึ่งท่านเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 เป็นเทวสถานขนาดเล็ก สร้างด้วยหินทรายสีชมพูเนื้อละเอียด จำหลักภาพนูนต่ำลวดลายอ่อนช้อย ลายคมชัด มีชีวิตชีวา และความงดงามเป็นเลิศ ด้วยช่างได้รวมเอาศิลปะยุคเก่าหลายยุคสมัยมาประกอบกันไว้ เช่น แบบพระโค ศิลปะแบบบาแค็ง ศิลปะแบบเกาะแกร์ แล้วจึงแปรรูปมาอนุรักษ์ไว้ในปราสาทแห่งนี้ ภาษาเขมรเรียก บันเตย์เสรย แปลว่าป้อมสตรี เป็นปราสาทที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในกัมพูชา | ||
![]() |
||
|
||
![]() |
||
|
||
| ปราสาทตาพรหม | ||
![]() |
||
|
||
| มุ่งหน้าเดินทางต่อไปสู่ปราสาทตาพรหม ที่สร้างแบบศิลปะบายน ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. 1729) ได้มีการขยายพื้นที่ต่อเติมอีกในรัชสมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 ซึ่งจัดเป็นวัดในพระพุทธศาสนาเพื่ออุทิศให้แก่พระมารดา พระนางชัยราชจุฑามณี บริเวณผนังทางเข้าที่เชื่อมโคปุระชั้นนอกกับชั้นใน มีภาพจำหลักตามคติธรรมพุทธศาสนาลักธิมหายาน ภายหลังในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ทรงเลื่อมใสศาสนาฮินดูได้ทรงดัดแปลงเป็นเรื่องราวเป็นฮินดูไปในที่สุด ปราสาทตาพรหมสร้างเพื่อให้มาเคียงคู่กับปราสาทพระขรรค์ ซึ่งพระองค์อุทิศถวายให้กับพระราชบิดา ปัจจุบันต้นสะปง (สำโรง) ขนาดใหญ่หลายต้น ขึ้นชอนไชและแผ่รากปกคลุมทั่วไปตามระเบียงคต และยังมีพันธุ์ไม้เลื้อยขึ้นอยู่ตามหน้าบัน ทับหลัง ตัวปราสาท หลังคา ซึ่งเกิดจากนกมาขับถ่ายมูลที่มีเมล็ดของพันธุ์นี้ทิ้งไว้ รากสะปงมีส่วนช่วยประคองยึดตัวปราสาทไม่ให้พังลงมา | ||
![]() |
||
|
||
| ปราสาทบายน | ||
![]() |
||
|
||
| ปราสาทบายนในพระนครธมเป็นจุดหมายต่อไป ที่นี่เราต้องเปลี่ยนรถบัสที่เล็กอยู่แล้วให้เล็กลงไปอีก เนื่องจากมีการสร้างกรอบไม้ค้ำยันประตูทางเข้าทำให้ถนนแคบลง เมื่อเดินทางเข้ามายังบริเวณปราสาท พบพระพักตร์ที่ใหญ่โตของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่เอิบอิ่มสวยงาม ปราสาทบายนสร้างในพุทธศตวรรษที่ 18 รัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในรูปแบบศิลปะบายน ด้วยพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ปรางค์บายนทั้ง 54 ปรางค์ สลักเสลาเป็นพระพักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผันพระพักตร์สี่ทิศ จึงมีพระพักตร์ทั้งหมดรวมกัน 216 พระพักตร์ ซึ่งปัจจุบันได้กร่อนพังทลายไปบ้างแล้ว พระพักตร์ที่คอยสอดส่องดูแลความทุกข์สุขของเหล่าพสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข รอยยิ้มบายนเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา | ||
![]() |
||
|
||
| ปราสาทบายนในพระนครธมเป็นจุดหมายต่อไป ที่นี่เราต้องเปลี่ยนรถบัสที่เล็กอยู่แล้วให้เล็กลงไปอีก เนื่องจากมีการสร้างกรอบไม้ค้ำยันประตูทางเข้าทำให้ถนนแคบลง เมื่อเดินทางเข้ามายังบริเวณปราสาท พบพระพักตร์ที่ใหญ่โตของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่เอิบอิ่มสวยงาม ปราสาทบายนสร้างในพุทธศตวรรษที่ 18 รัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในรูปแบบศิลปะบายน ด้วยพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ปรางค์บายนทั้ง 54 ปรางค์ สลักเสลาเป็นพระพักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผันพระพักตร์สี่ทิศ จึงมีพระพักตร์ทั้งหมดรวมกัน 216 พระพักตร์ ซึ่งปัจจุบันได้กร่อนพังทลายไปบ้างแล้ว พระพักตร์ที่คอยสอดส่องดูแลความทุกข์สุขของเหล่าพสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข รอยยิ้มบายนเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา | ||
![]() |
||
|
||
| ไต่ขึ้นบันไดขึ้นไปบนฐานสูงของปรางค์ เพื่อซึมซับความงดงามอลังการอย่างใกล้ชิด เมื่อถ่ายภาพจนจุใจแล้ว ยามที่ไต่บันไดขาลงถึงรู้สึกได้ถึงความชันอย่างน่ากลัว แม้จะไม่สูงเท่าไรนัก รอบปรางค์มีระเบียงคตรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 ชั้น ที่น่าสนใจ คือ ภาพจำหลักตามผนังในระเบียงคต เป็นภาพของชีวิตในรั้วในวัง ภาพพระราชพิธีต่างๆ และภาพการจัดกระบวนทัพ การสู้รบ ความเป็นอยู่ของเหล่าทหารในกองทัพ และวิถีชีวิตชาวบ้าน เสียดายที่มีเวลาน้อยนัก จึงไม่สามารถดูภาพเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน | ||
| ปราสาทนครวัด | ||
![]() |
||
|
||
| หลังอาหารกลางวัน ก็เดินทางไปยังปราสาทนครวัด เรียกง่ายว่าเป็นพระเอกของงานนี้นี่เอง ปราสาทนครวัดสร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่17 ปี ในปี พ.ศ. 1720 เพื่อเป็นศาสนสถานประจำนครของพระองค์ เป็นการบูชาพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ สมัยแรกนั้น นครวัดเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย ต่อมาในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้เปลี่ยนให้เป็นวัดในศาสนาพุทธ ในปัจจุบันกัมพูชาได้ใช้ปราสาทนครวัดเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา และได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เมืองพระนคร | ||
![]() |
||
|
||
| ปราสาทนครวัดก่อสร้างด้วยหินทราย ในยุคเกือบจะสิ้นสุดอำนาจของราชอาณาจักรขอม มีขนาดใหญ่มากถึง 200,000 ตารางเมตร ตัวปราสาทสูง 60 เมตร ยาว 100 เมตร และกว้าง 80 เมตร มีแผนผังที่ถือว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดยอดของปราสาทขอม มีปราสาท 5 หลัง ตั้งอยู่บนฐานสูงตามคติของศูนย์กลางจักรวาล กำแพงด้านนอกยาวด้านละ 1.5 กิโลเมตรมีคูน้ำล้อมรอบตามแบบมหาสมุทรบนสวรรค์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ใช้หินรวม 600,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้แรงงานช้างกว่า 40,000 เชือก และแรงงานคนนับแสนขนหินและชักลาก หินมาจากเขาพนมกุเลน ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร มีเสา 1,800 ต้น หนักต้นละกว่า 10 ตัน ใช้เวลาสร้างร่วม 100 ปี ใช้ช่างแกะสลัก 5,000 คน และใช้เวลาถึง 40 ปี | ||
![]() |
||
|
||
| ปราสาทหินนครวัด มีหอสูง 60 กว่าเมตร เป็นศูนย์กลางของกลุ่มปราสาท อันเปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาล มีทางเดินขึ้นที่ชันมาก (ราว 50 องศา) ที่จุดบนสุดของหอนี้จะมองเห็นวิวที่สวยสุดของปราสาทนครวัด และทัศนียภาพโดยรอบ กำแพงชั้นนอกรอบปราสาทนั้น มีความยาวกว่า 800 เมตร มีงานจำหลักเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระเจ้า สุริยวรมันที่ 2 และเรื่องราวจากวรรณคดีเรื่อง รามายณะ รูปแกะสลักที่มีชื่อที่สุดคือ เทวดาและอสูรกวนเกษียรสมุทรด้วยเขาพระสุเมรุ ทั้งรูปจำหลักลักนางอัปสร อีกถึง 1,635 นาง ที่ทั้งหมดแต่งกายและทรงผมไม่ซ้ำกันเลย | ||
|
เมื่อทราบข้อมูลคร่าวๆ ดังกล่าวแล้ว การมาเที่ยวปราสาทนครวัดเพียงแวบเดียว มีเวลา 1 ชั่วโมงเท่านั้น เพียงเดินข้ามสะพานนาคที่ทอดยาวก็กินเวลาหลายนาทีแล้ว จุดสำคัญต้องไปถ่ายพระปรางค์ 5 ยอดที่ทอดเงาในน้ำ รวมถึงพระรูปพระนารายณ์ และเหล่านางอัปสรแสนสวยให้ได้มากที่สุด การเข้าชมปราสาทนครวัดคราวนี้ ต้องเดินรุดหน้าอย่างเดียว ไม่หยุดพินิจพิเคราะห์ใดๆ ทั้งสิ้น ตาก็สอดส่ายหาสิ่งที่ต้องการ กะเกณฑ์มุมภาพอย่างรวดเร็วกดชัดเตอร์ให้ไว หอสูงที่ว่าชันน่ากลัวนักก็ไม่ได้ขึ้น แล้วก็กลับมาที่รถตรงเวลา เป็นเรื่องที่น่าเสียดายโอกาสนัก ในใจก็ได้แต่ปลอบตนเองว่า คงมีโอกาสได้กลับมาชื่นชมและเก็บภาพใหม่อีกครั้งหนึ่ง.. |
||
| คณะของเราเดินทางต่อไปยังพนมบาเค็ง เจตนาเพื่อให้มาชมพระอาทิตย์ตกดินและภาพมุมสูงของปราสาทนครวัด ด้วยแสงที่ลดน้อยถอยลง และฟ้าที่สลัวมาทั้งวัน ทำให้พอจะคาดเดาได้ว่า ถึงขึ้นไปก็ไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ตกดิน ทั้งยังไม่เห็นภาพปราสาทนครวัดอย่างชัดเจนอีกด้วย ใช้พลังงานเดินมาทั้งวันแล้ว จึงขอเวลานอก พักนั่งดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน ซื้อเสื้อ นั่งคุยกับคนที่ไม่ได้เดินขึ้นเหมือนกันไปพลางๆ ก่อนที่จะเดินทางไปรับประทานอาหารค่ำพร้อมชมระบำรำฟ้อน แล้วเลยไปช้อปปิ้งที่ตลาดกลางคืน มีของที่ระลึกขายหลายอย่าง งานจำหลักหินจำลองแบบมาจากโบราณวัตถุ งานฝีมือต่าง ภาพวาด และอื่นๆ อีกมากมาย ก็ต้องต่อตามราคากันหนักๆ หน่อย เพราะบอกผ่านมากตามสไตล์ตลาดสำหรับนักท่องเที่ยว | ||
| Artisans Angkor Center และศูนย์วัฒนธรรมเมืองเสียมเรียบ | ||
![]() |
||
|
||
| วันนี้เที่ยวทิ้งท้ายก่อนจะเดินทางกลับเมืองไทย รับประทานอาหารเช้าเรียบร้อย ออกเดินทางไปเยี่ยมศูนย์ Artisans Angkor คล้ายศูนย์ศิลปาชีพบ้านเรา แต่ขนาดเล็กกว่า ก่อตั้งโดยมูลนิธิจากฝรั่งเศส มีการฝึกฝนให้เยาวชนกัมพูชา อายุ 18-25 ที่คัดเลือกมาจากชนบท ทำงานแกะสลักหิน แกะสลักไม้ ทอผ้า วาดภาพ การแกะสลักหินและไม้ส่วนใหญ่จะเป็นงานสร้างเลียนแบบวัตถุโบราณ นับว่าเป็นงานฝีมือที่ประณีตสวยงามทีเดียว ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.artisansdangkor.com จากนั้นจึงเดินทางไปยังศูนย์วัฒนธรรมเมืองเสียมเรียบ ได้ชมหุ่นขี้ผึ้งวิถีชีวิตชาวกัมพูชาในยุคสมัยต่างๆ และที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ โมเดลจำลองการเหตุการณ์การสร้างปราสาทหินขอมโบราณ และมีการแสดงวิถีชีวิตจากประวัติศาสตร์ขอม จนมาถึงชาวกัมพูชาในปัจจุบัน | ||
![]() |
||
|
||
| ถึงเวลา 11.00 น ได้เวลาล่ำลาเมืองเสียมเรียบ เดินทางกลับมาทางเมืองปอยเปต ผ่านจังหวัดศรีโสภณ แวะรับประทานอาหารที่ศรีโสภณ กว่าจะข้ามแดนเข้ามาประเทศไทยก็ราว 5 โมงเย็น รับประทานอาหารค่ำที่ชายแดนฝั่งไทย แล้วจึงเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร | ||
| How to go there? | ||
|
- โดยรถประจำทาง บขส. ที่เว็บไซต์ http://58.181.228.8:8080/transport/index.php หรือโทรจอง 02 872 1777 ขึ้นรถที่สถานีหมอชิดช่อง 106 รถออกเวลา 09.00 น, ผ่านแดนด่านอรัญประเทศประมาณบ่ายโมงครึ่ง เสร็จเรียบร้อยประมาณบ่าย 3 โมง (ชาวต่างชาติต้องทำวีซ่า) จากปอตเปตถึงเสียมเรียบ ระยะทาง 155 กิโลเมตร ถึงเสียมเรียบประมาณ 5 โมงเย็น |
||
| - โดยสารรถตู้จากถนนข้าวสารถึงเสียมเรียบ ราคาประมาณ 700-900 กว่า ขึ้นกับคุณภาพรถ | ||
| - ขับรถยนต์ไปเอง ต้องเตรียมเอกสารสำหรับรถยนต์ให้เรียบร้อย เพื่อทำเอกสารนำรถออกกับศุลกากร | ||
| - การเดินทางโดยสายการบินมีแอร์เอเชีย การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ และนกแอร์ | ||
| Where to stay? | ||
| Borei Angkor Resort & Spa โรงแรม 5 ดาว ที่อยู่: Banteay Chas, NR6, Krong Siem Reap 17252 กัมพูชา โทรศัพท์: +855 63 969 300 | ||
| Hotel Somadevi Angkor Resort & Spa โรงแรม 4 ดาว ที่อยู่: Sivatha Blv, Mondol II Village, Sangkat Svay Dangkum, Siem Reap Town, กัมพูชา โทรศัพท์: +855 63 967 666 | ||
| Lotus Blanc Resort โรงแรม 4 ดาว National Road 6, Kruos Village, Krong Siem Reap 17252 •+855 63 969 300 | ||
| The Best Time to Travel. | ||
| เวลาที่เหมาะอากาศไม่ร้อนมาก คือช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม | ||
| Why do you travel there? | ||
| “ See Angkor and Die” ประโยคเด็ดของนักโบราณคดีชาวอังกฤษ หมายความว่าต้องมาเที่ยว Anngkor สักครั้งก่อนตาย จึงทำให้คนทั่วโลกมุ่งหน้ามาเที่ยวกันอย่างมากมาย |
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Monday, October 28, 2019 - 17:56
admintator for web Travellerbar.com
LEAVE A COMMENT