เอล ซัลวาดอร์ แดนสวรรค์ลับแล

POSTED BY TRAVELBARADMIN | Wednesday, February 12, 2020 - 09:45

เอล ซัลวาดอร์ แดนสวรรค์ลับแล    

เอล ซัลวาดอร์ (El Salvador) เป็นประเทศขนาดกะทัดรัดที่ตั้งอยู่ในดินแดนอเมริกากลาง ถึงแม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่กลับมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคอเมริกากลาง แถมยังเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายสไตล์ที่น่าหลงใหลไม่แพ้ชาติอื่นในแถบนี้เลยทีเดียว 

เอล ซาลวาดอร์  Cr.pic.: Alejandro Alas on Unsplash

ตามประวัติศาสตร์นั้นในศตวรรษที่ 17 กองกิสตาดอร์ชาวสเปนได้เข้าโจมตีชนพื้นเมืองและยึดครองดินแดนแถบอเมริกากลางรวมถึงเอล ซัลวาดอร์แห่งนี้ด้วย อันที่จริงแล้วชื่อ เอล ซาลวาดอร์ นี้มาจากภาษาสเปนแปลว่าสาธารณรัฐแห่งพระผู้ไถ่ อันสืบเนื่องจากการที่ชาวสเปนทิ้งรากเหง้าของความเชื่อแบบคาทอลิคไว้ให้ชนรุ่นหลังนั่นเอง ในอดีตก่อนการยึดครองของสเปน ดินแดนแห่งนี้เรียกตัวเองว่า กุสกัตลัน (Cuzcatlan) ที่แปลว่า “ดินแดนแห่งเพชรพลอย” และเป็นหนึ่งในอาณาจักรของชาวมายันโบราณ ซึ่งยังคงหลงเหลือร่องรอยในอดีตมาจนถึงทุกวันนี้  

ในบรรดาประเทศแถบอเมริกากลางนี้ เอล ซัลวาดอร์ มีความพิเศษตรงที่ไม่ได้รับวัฒนธรรมครีโอลแคริบเบียนเข้ามาเจือปนเลยแม้แต่น้อย ผิดกับประเทศอื่นๆ ในแถบนี้ ทั้งนี้เพราะ เอล ซัลวาดอร์ ไม่มีพื้นที่ติดกับทะเลแคริบเบียน และแม้ทาสผิวสีจากแอฟริกาจะถูกขายมายัง เอล ซัลวาดอร์ ในศตวรรษที่ 16 ด้วยก็ตาม แต่ชนเหล่านี้ก็ค่อยๆ ผสมกลมกลืนไปกับชาวเมืองจนกลืนไปเป็นเนื้อเดียวกันกับดินแดนแห่งนี้ในที่สุด นั่นจึงทำให้ดินแดนแห่งนี้ไม่มีการใช้ภาษาอังกฤษครีโอล ไม่มีวัฒนธรรมเร็กเก้ แต่พูดภาษาสเปนเป็นหลัก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์ที่แยกชาว เอล ซัลวาดอร์ จากชาวอเมริกากลางชาติอื่นอย่างชัดเจน


ป่าเขาและธรรมชาติที่งดงามใน เอล ซานวาดอร์ Cr.pic.: Oswaldo Martinez on Unsplash

ปัจจุบัน เอล ซาลวาดอร์ เป็นประเทศอิสระหลังประกาศอิสรภาพจากสเปนและแยกตัวออกจากสหพันธรัฐอเมริกากลาง เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกให้เดินทางมาสัมผัสมนต์เสน่ห์ของดินแดนแห่งภูเขาไฟนี้ซึ่งมีภูเขาไฟทั้งที่สงบแล้วและยังคุกรุ่นอยู่มากกว่า 20 แห่ง เลยทีเดียว แน่นอนว่าดินแดนแห่งภูเขาไฟแห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่ภูเขาไฟเท่านั้น แต่ยังอัดแน่นไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวยแปลกตาที่เกิดจากแรงปะทุของภูเขาไฟมากมาย รวมถึงหาดหินสีสวยขวัญใจนักเล่นเซิร์ฟ โบราณสถานอันเลอค่าของชาวมายา เมืองสวยสไตล์โคโลเนียล และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือดินแดนแห่งนี้เป็นแหล่งปลูกกาแฟชั้นยอดของโลกแหล่งหนึ่งเลยทีเดียว 

ซาน ซาลวาดอร์ – เมืองหลวงแห่งประวัติศาสตร์

ซาน ซาลวาดอร์ (San Salvador)  Cr.pic.: Oswaldo Martinez on Unsplash

หากอยากจะทำความรู้จักกับ เอล ซาลวาดอร์ ไม่มีที่ไหนดีไปกว่าการเริ่มต้นรู้จักดินแดนนี้จากเมืองหลวงอย่าง ซาน ซาลวาดอร์ (San Salvador) เช่นเดียวกับเมืองหลวงทั่วโลก ซาน ซาลวาดอร์ นั้นมีความทันสมัย แปลกใหม่ แต่แฝงไปด้วยร่องรอยประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างลงตัว แลนด์มาร์กต้องห้ามพลาดของเมืองนี้ก็คือ อนุสาวรีย์ ดิวิโน่ ซัลวาดอร์ เดล มุนโด (Monumento al Divino Salvador del Mundo) รูปปั้นพระเยซูคริสต์เหยียบอยู่เหนือลูกโลกที่โดดเด่นเป็นสง่าอยู่บน จัตุรัสเอล ซาลวาดอร์ เดล มุนโด นั่นเอง นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองแล้วอนุสาวรีย์นี้ก็ยังสื่อถึงประเทศและชาวเอล ซาลวาดอร์ทั่วทุกมุมโลกอีกด้วย 

Centro Histórico de San Salvador Cr.pic.: https://elsalvadorday.com/

บนถนนเส้นเดียวกันนี้ควรแวะไปเดินเล่นกันที่ จัตุรัสลิเบอร์ตาด (Plaza Libertad) จัตุรัสใจกลางเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง ที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์รำลึกวันประกาศอิสรภาพอันสง่าและโดดเด่น รวมถึงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองไปในตัวด้วย นอกจากนี้บริเวณนี้ยังรายล้อมไปด้วยอาคารสวยงามที่มักประดับประดาตามเทศกาล โดยเฉพาะช่วงคริสมาสต์ที่จัตุรัสแห่งนี้จะถูกเนรมิตให้กลายเป็นเมืองในเทพนิยายที่มีเสน่ห์ไม่แพ้จตุรัสไหนๆ ทั่วโลกที่เฉลิมฉลองเทศกาลนี้ร่วมกัน

โบสถ์เอล โรซาริโอ (Iglesia El Rosario) Cr.pic.: http://toursinelsalvador.com/

จัตุรัสลิเบอร์ตาดเปรียบเสมือนจุดตั้งต้นในการเดินย่ำทักทายเมือง ซาน ซาลวาดอร์ เพราะบริเวณโดยรอบในระยะที่เดินถึงได้นั้นมีทั้ง ทำเนียบรัฐบาล (Palacio Nacional) หรือเรียกอีกชื่อว่า National Palace ที่สร้างขึ้นทดแทนพระราชวังเดิมซึ่งถูกไฟไหม้เสียหาย และภายหลังได้ใช้เป็นทำเนียบรัฐบาลจนถึงปี ค.ศ.1974 เป็นต้นมา สถาปัตยกรรมนี้สร้างตามศิลปะแบบนีโอคลาสสิกอันงดงามและถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่ทรงคุณค่าอีกด้วย ถัดจากทำเนียบรัฐบาลมาหน่อยก็คือ มหาวิหารซาน ซาลวาดอร์ (Catedral Metropolitana de San Salvador) มหาวิหารสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของประเทศที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 แห่งนี้เป็นที่ฝังศพของ นักบุญออสการ์ โรเมโร ผู้ถูกลอบสังหารในปี ค.ศ.1980 และสมเด็จพระสันตปาปาจอห์นปอลที่ 2 ได้เสด็จมาเยือนที่นี่ถึง 2 ครั้งด้วยกัน นอกเหนือจากความสำคัญทางศาสนาแล้ว ณ แท่นบูชาประทานด้านในยังมีพระรูปของพระเยซูคริสต์ที่จักรพรรดิชาร์ลส์ที่ 5 ของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตกทอดมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 รวมถึงภาพเขียนและงานศิลปะเก่าแก่มากมายให้ได้ชมอีกด้วย และอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึง ซาน ซาลวาดอร์ ก็คือโบสถ์เอล โรซาริโอ (Iglesia El Rosario) ซึ่งเป็นโบสถ์ที่มีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัยออกแบบโดย รูเบน มาร์ติเนซ (Ruben Martinez) ประติมากรผู้โด่งดังนั่นเอง หากมองจากด้านนอกจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าโบสถ์แห่งนี้ซุกซ่อนความไม่ธรรมดาของการเล่นระดับความโค้งและแสงตกกระทบที่ทำให้เมื่อเข้ามาด้านในจะเห็นหลังคาโบสถ์ส่องแสงสีรุ้ง ดูคล้ายรุ้งกินน้ำที่ทอดตัวโค้งพาดผ่านท้องฟ้า แม้โบสถ์จะมีความขี้เล่นทันสมัยแต่โปรดสำรวมและแต่งกายสุภาพหากต้องการเข้าเยี่ยมชมเนื่องจากชาว เอล ซาลวาดอร์ ได้ชื่อว่าเป็นคนเคร่งศาสนามากพอสมควร

เอล อาร์โบล เด ดิออส (El Arbol de Dios)   Cr.pic.: https://www.fernando-llort.com/

ผู้มีใจรักศิลปะคงไม่อยากพลาด เอล อาร์โบล เด ดิออส (El Arbol de Dios) แกลลอรีที่เป็นมากกว่าแค่ห้องแสดงผลงานแต่ยังเป็นแหล่งสดุดีให้กับเกียรติประวัติของ เฟอร์นันโด ลอร์ต (Fernando Llort) ด้วยนั่นเอง ซึ่งเขาเป็นศิลปินชาว เอล ซาลวาดอร์ ผู้เป็นที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ศิลปินแห่งชาติของเอล ซาลวาดอร์’ ที่สร้างสรรค์ศิลปะเป็นมรดกของชาติไว้มากมาย แม้เขาจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ผลงานศิลปะที่โดนเด่นจากการใช้ลายเส้นเฉียบคมและสีสันฉูดฉาดดูสนุกสนานนั้นก็ยังคงเป็นที่รู้จักของผู้คนมากมายจนถึงทุกวันนี้ 

ซุชิโตโต – สืบร่องรอยอาณานิคม
 
หากมีเวลาไม่มากและอยากสัมผัสร่องรอยของการล่าอาณานิคมในอดีตของ เอล ซาลวาดอร์ แล้วล่ะก็ ต้องลองแวะมาที่ ซุชิโตโต (Suchitoto) เมืองเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงเพียงชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น เมืองนี้จะพาคุณย้อนอดีตไปกับเมืองสไตล์สแปนิชโคโลเนียลที่ยังคงอนุรักษ์เสน่ห์ไว้ในแบบดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จะมีอะไรดีไปกว่าการได้ย่ำเท้าไปตามถนนที่ปูด้วยหิน รายล้อมด้วยอาคารชั้นเดียวสีสันสดใส สำรวจตรอกซอกซอยน้อยใหญ่ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อสามร้อยปีก่อน จากนั้นลองหาคาเฟ่น่ารักในเมืองแล้วนั่งจิบกาแฟหอมกรุ่นไปพลางอ่านหนังสือไปพลาง แล้วก็อย่าลืมแวะร้าน  Arte Anil เพื่ออุดหนุนผลิตภัณฑ์ย้อมครามพื้นถิ่นซึ่งบางครั้งเจ้าของก็ใจดีสาธิตวิธีการทำให้ดูด้วยตัวเองอีกด้วย สีสันในเมืองจะครึกครื้นกันทุกเช้าวันอาทิตย์ เหล่าพ่อค้าแม่ค้าจะนำอาหารและงานฝีมือมาตั้งขายรอบลานน้ำพุประจำเมือง เป็นอีกหนึ่งความน่ารักที่ควรค่าแก่การไปเยือน

น้ำตกกาสกาดาส ลอส เทร์ซิโอส  Cr.pic.: Youtubero Salvadoreño : https://www.youtube.com/watch?v=-RwfGVm39XA

ไม่ไกลจากตัวเมืองซุชิโตโตนัก สายรักธรรมชาติต้องถูกใจกับ น้ำตกกาสกาดาส ลอส เทร์ซิโอส (Cascadas Los Tercios) สุดอลังการที่เกิดจากการกัดกร่อนโดยธรรมชาติ แท่งหินธรรมชาติที่เรียงรายอยู่บริเวณน้ำตกราวกับถูกจัดวางนั้นต่างก็เป็นความงามตามธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ทำให้น้ำตกนี้ไม่เหมือนใคร และทำให้เป็นอีกหนึ่งความงดงามที่ใครก็อยากมาเยือน

เอล ทุงโก – สวรรค์นักเซิร์ฟ

เอล ทุงโก (El Tunco) Cr.pic.: Photo by Michael Vilorio on Unsplash

สำหรับผู้ที่หลงใหลในเกลียวคลื่นต้องไม่พลาดท้องทะเลในแถบ เอล ทุงโก (El Tunco) นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่เหล่านักเล่นเซิร์ฟชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่นี่มีภูมิประเทศที่เอื้อให้กับนักโต้คลื่นทุกระดับตั้งแต่กลุ่มของผู้ที่เพิ่งหัดเล่น ไปจนถึงระดับมือโปรกันเลยทีเดียว ถึงแม้ว่า เอล ทุงโก จะเป็นสวรรค์ของนักเล่นเซิร์ฟก็ตาม แต่แถบนี้ก็ยังมีกิจกรรมตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวที่รองรับหลากหลายความชอบอีกด้วย หรือแค่นั่งชิลริมหาดหินชมพระอาทิตย์ตก ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสดชื่นของเกลียวคลื่นและสายลมก็มีความสุขแล้ว ไม่ก็ออกสำรวจถ้ำน้อยใหญ่ตามชายหาด ช็อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองไปจนถึงปาร์ตี้ในไนต์คลับใกล้ทะเล ก็ทำให้การใช้ชีวิตที่นี่สนุกสนานไม่แพ้เมืองชายหาดที่ไหน  

โฆญา เซเรน/ตาซูมาล – โบราณสถานแห่งโลกยุคอดีต 


โฆญา เซเรน (Joya De Cerén) Cr.pic.: https://whc.unesco.org/

เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมาเยือน เอล ซาลวาดอร์ โดยไม่แวะเยี่ยมชมความยิ่งใหญ่ในอดีตของชาวมายันโบราณ เพราะในประเทศนี้มีซากโบราณสถานเหล่านี้หลงเหลืออยู่ค่อนข้างมาก กระจายกันอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ แต่สถานที่ที่น่าสนใจซึ่งเราอยากแนะนำที่สุดก็คือ โฆญา เซเรน (Joya De Cerén) มรดกโลกที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงซาน ซาลวาดอร์ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 36 กิโลเมตร โบราณสถานแห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นชุมชนเกษตรของชาวมายันเมื่อราวพันกว่าปีมาก่อน แหล่งประวัติศาสตร์นี้มีความสำคัญด้านการค้นคว้าทางโบราณคดีอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่ยังคงสภาพสมบูรณ์ต่างจากที่อื่นที่อาจเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายไป เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการปะทุของภูเขาไฟ โลมา คาลเดรา ได้กลบฝังชุมชนแห่งนี้ไว้ใต้เถ้าถ่านและลาวาที่ไม่ต่างจากเมืองปอมเปอีที่อิตาลีนั่นเอง หลายอย่างจึงเสมือนถูกแช่แข็ง (แต่โดยลาวาร้อน) ไว้ คงสภาพเหมือนตอนที่เกิดเหตุในอดีตทุกประการ สำหรับโบราณสถานแห่งนี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญโดยพนักงานขับรถไถที่กำลังปรับสภาพดินตามโครงการเพื่อการเกษตรของรัฐบาลในปี ค.ศ.1976 ต่อมาจึงได้มีการเข้ามาดูแลและบูรณะรวมถึงเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของชนพื้นเมืองในอดีต ไม่ว่าจะเป็นยุ้งฉาง ห้องครัว ที่อยู่อาศัย สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือแม้แต่ห้องซาวน่าสาธารณะในยุคนั้น ซึ่ง  เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจทีเดียว 

ห่างออกไปอีกราว 50 กิโลเมตรที่เชิงภูเขาไฟซานตา อานา มีซากโบราณสถานของชาวมายันที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ที่สุดใน เอล ซาลวาดอร์ อีกแหล่งนั่นก็คือ ตาซูมาล (Tazumal) ซึ่งแหล่งนี้แตกต่างจาก โฆญา เซเรน (Joya De Cerén) ตรงที่สถานที่นี้มีไว้เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาโดยเฉพาะ โดยเราจะเห็นได้จากพีระมิดแบบขั้นบันไดถวายเทพเจ้า ซากสุสานและระบบประปาโบราณที่คาดว่ามีการสร้างขึ้นราว ค.ศ.100–1200 นอกจากวิวสวยเปี่ยมมนต์ขลังลึกลับของอดีตแล้ว ตาซูมาลยังเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าชาวมายันในแถบนี้ทำการค้ากับดินแดนอื่นไกลถึงเม็กซิโกและปานามาเลยทีเดียว 

เส้นทางสายดอกไม้ หอมกรุ่นตรึงใจ

เส้นทางสายดอกไม้ (Ruta de las flores)  Cr.pic.: https://www.visitcentroamerica.com/

พักจากการออกกำลังขาริมหาดหรือการตามรอยอารยธรรมโบราณเรียบร้อยแล้ว ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาชื่นชมกับธรรมชาติพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ชุ่มปอดกันบ้าง การตามรอยกลิ่นหอมของพฤกษานานาพันธุ์ในครั้งนี้เริ่มต้นกันที่ เส้นทางสายดอกไม้ (Ruta de las flores) อันเลื่องชื่อของ เอล ซาลวาดอร์ นั่นเอง โดยเส้นทางแสนสวยสายนี้ทอดตัวยาวราว 30 กิโลเมตรผ่านแหล่งปลูกกาแฟชั้นเลิศไปจนถึงบ้านเมืองแถบชนบทสไตล์โคโลเนียลสีสันสดใสที่มีเสน่ห์เฉพาะถิ่นไม่เหมือนใคร เวลาที่ดีที่สุดในการท่องเส้นทางนี้ก็คือระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์เพราะในช่วงนี้มวลดอกไม้จะชูช่ออวดสีสันให้ได้เก็บภาพประทับใจกันตลอดเส้นทางนี้ 

Ahuachapa Cr.pic.:  Jennie Clavel on Unsplash

สำหรับจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของเส้นทางสายดอกไม้นี้จะอยู่ที่เมือง ซอนโซเนเต้ (Sonsonate) แล้วก็ไปสิ้นสุดที่เมือง อาอัวจาปาน (Ahuachapan) ระหว่างทางยังผ่านเมืองน่ารักน่าแวะอย่าง ฆัวอายัว (Juayua) อีกด้วย ซึ่งหลายคนยังนิยมเป็นจุดตั้งต้นของการท่องเส้นทางสายนี้ การจะสัมผัสเส้นทางสายดอกไม้ให้ได้อรรถรสที่สุดก็คือการโดยสารรถบัสระหว่างเมือง ซึ่งเสน่ห์ของรถบัสนี้นอกจากจะอยู่ตรงที่มีสีแสบทรวงแล้วชื่อของมันก็ยังกิ๊บเก๋อย่าบอกใคร เพราะมันชื่อว่า รถบัสกุ๊กไก่ (Chicken bus) นั่นเอง 
ระหว่างการเดินทางเราสามารถกระโดดลงจิบกาแฟหอมกรุ่นตามร้านต่างๆ ได้ตลอดระยะทาง แล้วก็ยังสามารถแวะไปนั่งแช่เท้าสบายๆ ได้ตามริมธารตลอดจนน้ำตกแสนสวยที่กระจายตัวกันอยู่ถึง 7 แห่งในบริเวณนี้ด้วย สำหรับใครที่เป็นคอกาแฟไม่ควรพลาดที่จะซื้อทัวร์กาแฟเพื่อเยี่ยมชมแหล่งเพาะปลูกกันถึงถิ่น รับรองว่ามีแต่ความประทับใจไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน
และนี่คือเสน่ห์ในฉบับย่อสำหรับประเทศขนาดกะทัดรัดที่ชื่อว่าเอล ซัลวาดอร์ ซึ่งแน่นอนว่ายังมีความสวยงามอีกมากมายที่รอให้คุณได้สัมผัสด้วยตัวเอง

How to get there :

การเดินทาง / เครื่องบิน

เที่ยวบินตรง
ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ เอล ซัลวาดอร์

บินแบบต่อเครื่อง
มีสายการบินหลายสายให้เลือกซึ่งสามารถไปต่อเครื่องไปยังเมืองต่างๆ ได้ และเที่ยวบินส่วนใหญ่ต้องต่อเครื่องอย่างน้อยสองครั้ง กินเวลาเกือบ 40 ชั่วโมงโดยประมาณ
Air France > กรุงเทพ-ปารีส-เม็กซิโกซิตี้-ซาน ซาลวาดอร์
KLM > กรุงเทพ-อัมสเตอร์ดัม-ปานามาซิตี้-ซาน ซาลวาดอร์
ANA > กรุงเทพ-นาริตะ-วอชิงตันดัลเลส-ซาน ซาลวอดอร์

การเดินทางในประเทศ
เนื่องจากเอล ซาลวาดอร์มีพื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก การเดินทางด้วยรถยนต์ รถรับจ้าง และรถประจำทางอย่างบัสกุ๊กไก่จึงค่อนข้างสะดวกและเชื่อมถึงกันได้ง่าย ใช้เวลาในการเดินทางไม่นานจนเกินไปหากไม่ใช่สถานที่ที่เข้าถึงได้ยาก ทั้งนี้ก็มีรถไฟเป็นอีกตัวเลือกด้วยเช่นกัน

Where to stay :
ซาน ซาลวาดอร์
Luxury & Boutique > InterContinental San Salvador-Metrocentro Mall (https://www.ihg.com/intercontinental/hotels/us/en/san-salvador/sslhb/hoteldetail)
Business & Standard > Hotel Gardenia Inn (https://www.hotelgardeniainn.com/)
Budget & Hostel > La Zona Hostel San Salvador (http://la-zona-hostel.san-salvador-hotels.com/en/)

เอล ทุงโก
Luxury & Boutique > Boca Olas Resort Villas (http://www.bocaolas.com/)
Business & Standard > Hotel Mopelia - El Tunco (http://www.hotelmopelia-salvador.com/Hotel_Mopelia_El_Salvador/HOME.html)
Budget & Hostel > Hostal Casa Makoi - El Tunco ( https://www.facebook.com/Casa-Hostal-Makoi-632010776824748/)

เส้นทางดอกไม้ (เมืองฆัวอายัว)
Luxury & Boutique > Vista Los Volcanes Hotel y Restaurante (https://www.booking.com/hotel/sv/y-restaurante-vision-inn-amp-suites.en-gb.html)
Business & Standard > Hotel Juayua (https://www.facebook.com/Hotel.Juayua/)
Budget & Hostel >  Hostal Deyluwin (https://www.facebook.com/DeyluwinJuayua/)

When to go :

ฤดูกาล / ฤดูท่องเที่ยว
เอล ซาลวาดอร์เป็นประเทศเขตร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 16 – 32 องศา และไม่ค่อยมีความแตกต่างทางสภาพอากาศมากนักโดยจะแบ่งได้หลักๆ เป็นสองช่วงคือฤดูแล้งกับฤดูฝน ซึ่งฤดูแล้งเป็นช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวมากที่สุดเนื่องจากไม่มีฝนมากวนใจสายเที่ยวธรรมชาตินัก และช่วงที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาในประเทศมากที่สุดจะตรงกับช่วงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ก่อนวันอีสเตอร์และช่วงเทศกาลคริสมาสต์
High Season > พ.ย. – เม.ย.
Low Season > พ.ค. - ต.ค.

travelbaradmin's picture

ABOUT THE AUTHOR

POSTED BY travelbaradmin | Wednesday, February 12, 2020 - 09:45


admintator for web Travellerbar.com


RELATED FEED

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 17:54

6 Coffee Houses in Amsterdam


LEAVE A COMMENT

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 12:44

คอร์ตอร์ ที่ซึ่งอดีตพบกับปัจจุบัน


LEAVE A COMMENT

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 12:35

ความสุขอวลไอในสายลมที่ซิดนีย์


LEAVE A COMMENT