โปรตุเกส อาณาจักรแห่งนักบุกเบิก

POSTED BY TRAVELBARADMIN | Monday, February 10, 2020 - 13:35

ท่องอาณาจักรแห่งนักบุกเบิก

Portuguese Discoveries กลายเป็นศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกถึงอาณานิคมตลอดจนเส้นทางการค้นพบโลกใหม่ของโปรตุเกสซึ่งในยุคศตวรรษที่ 15-16 นั้นชนชาตินี้ถือว่าเป็นผู้ล่าอาณานิคมอันดับต้นของโลก ตลอดจนเป็นผู้ค้นพบและบุกเบิกดินแดนใหม่ทั่วโลกมากมาย ในยุคนั้นโปรตุเกสยังเชี่ยวชาญในการเดินเรือเป็นอย่างมาก รวมถึงเป็นผู้นำทางการค้า ตลอดจนการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว 

Photo by Nick Karvounis on Unsplash

ไทยเราก็เป็นหนึ่งในดินแดนที่มีการติดต่อค้าขายกับชาวโปรตุเกสมาตั้งแต่อดีต แถมเรายังซึมซับเอาวัฒนธรรมของโปรตุเกสเข้ามาจนกลมกลืนเป็นของเราเอง ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องของอาหารคาว-หวาน โดยเฉพาะขนมหวานที่หลายคนคิดว่าเป็นขนมไทยแท้แต่โบราณนั้นแท้ที่จริงแล้วได้รับอิทธิพลมาจากโปรตุเกส ซึ่งนั่นทำให้คนไทยคุ้นเคยกับชนชาตินี้มาตั้งแต่อดีต และยังคงเป็นที่รู้จักจนถึงทุกวันนี้ 

Photo by Lopez Robin on Unsplash

โปรตุเกสเป็นดินแดนที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรไอบีเรีย (Iberian Peninsula) ที่อยู่ทางตอนใต้ของทวีปยุโรป แผ่นดินหลักนั้นติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกและประเทศสเปน ด้วยทำเลที่ตั้งของประเทศนั้นทำให้โปรตุเกสมีอากาศดี อบอุ่น และแสงแดดสาดส่องตลอดทั้งปี หากพูดถึงประวัติศาสตร์ของชนชาตินี้ ได้มีการบันทึกไว้ว่า      นี่คือหนึ่งในชาติที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเลย นั่นทำให้โปรตุเกสเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจมากมาย ตลอดจนมีเสน่ห์หลากหลายรูปแบบรวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ตั้งแต่โบราณสถานที่งดงามวิจิตร ธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบ วัฒนธรรมที่มีความโดดเด่น ไปจนถึงตำรับอาหารที่มีรสชาติเฉพาะตัว ซึ่งทำให้หลายคนตกหลุมรักชนชาติที่    น่าหลงใหลนี้ และมีความสุขทุกครั้งที่ไปเยือน 

หลังจากที่โปรตุเกสเป็นชาติชั้นนำในการยกทัพเดินเรือบุกเบิกไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วโลกมามากมายแล้ว วันนี้เราเลยขอยึดบทบาทกลับกันด้วยการพาทุกคนไปบุกตระเวนยังดินแดนแห่งนักบุกเบิกนี้บ้าง มาลองดูกันสิว่าดินแดนนี้จะมีอะไรให้เราหลงเสน่ห์กัน

ลิสบอน ... เมืองหลวงโบราณ กับเสน่ห์หลากมนต์ขลัง


Photo by Andreas Brücker on Unsplash

มาดินแดนแห่งนักบุกเบิกทั้งทีต้องไปเยือนหัวใจของอาณาจักรนักบุกเบิกกันก่อนนั่นคือ กรุงลิสบอน(Lisbon)  เมืองหลวงของโปรตุเกส เมืองนี้ตั้งอยู่ในภูมิภาค ลิสบัว (Lisboa Region)  ทางทิศตะวันตก บริเวณตอนกลางของประเทศ เป็นเมืองชายทะเลที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก    และถือเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโปรตุเกส        อีกด้วย นอกจากจะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิกมากมายแล้ว ที่นี่ก็ยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและความทันสมัยของชาติที่แทรกตัวรวมกันอยู่อย่างกลมกลืน ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่มีทัศนียภาพสวยงามที่สุดในยุโรปเลยทีเดียว ตามประวัติศาสตร์ว่ากันว่ามีการตั้งถิ่นฐานกันบริเวณนี้มาตั้งแต่ช่วง 1,200 ปีก่อนคริสตกาล นั่นทำให้ลิสบอนถูกบันทึกไว้ว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แล้วยังถือเป็นเมืองที่เก่าแก่เป็นอันดับสองของยุโรปรองจากเมืองเอเธนส์ (Athens) ของประเทศกรีซ (Greece) ดินแดนแห่งอาณาจักรกรีกโบราณอันรุ่งเรือง

 


Photo by Alex Paganelli on Unsplash

มาเที่ยวลิสบอนทั้งทีสถานที่แรกที่อยากแนะนำให้ไปเยือนนั้นก็คือ หอคอยเบเลม (Belém Tower) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า Tower of Saint Vincent ป้อมปราการโบราณริมมหาสมุทรอันยิ่งใหญ่ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของโปรตุเกสเลยก็ว่าได้  หอคอยแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1514 ตั้งอยู่ปากอ่าวแม่น้ำเทกัส (Tagus River)        ที่เขื่อมสู่มหาสมุทรแอตแลนติก สร้างขึ้นเพื่อเป็นปราการด่านแรกของเมืองสำหรับผู้ที่ขึ้นฝั่งจากทะเล หอคอยนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบมานูเอลไลน์ (Manueline) หรือที่เรียกว่า Portuguese late Gothic ซึ่งเรียบง่ายแต่ประณีตงดงามทีเดียว แล้วมันยังถูกยกย่องให้เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งยุคล่าอาณานิคมของยุโรปอีกด้วย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์นี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1983  ร่วมกับโบสถ์เจอโรมิโน่ (Jerónimos Monastery หรือ Hieronymites Monastery) ภายใต้ชื่อ Monastery of the Hieronymites and Tower of Belém in Lisbon ซึ่ง Jerónimos Monastery นี้ถือเป็นโบราณสถานอันเก่าแก่ในยุคเดียวกัน แล้วปัจจุบันก็ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การเดินเรือแห่งโปรตุเกส (Navy Museum) และ พิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติโปรตุเกส (National Museum of Archaeology) อีกด้วย 


Photo by Tania Mousinho on Unsplash

แต่ถ้าอยากจะเยือนสัญลักษณ์แห่งยุคปัจจุบันก็ต้องไม่พลาดอนุสาวรีย์แห่งการค้นพบ (Padrão dos Descobrimentos) หรือ Monument of the Discoveries แห่งนี้ ซึ่งนี่คือประติมากรรมขนาดยักษ์ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเหล่าบรรพชนนักบุกเบิกผู้กล้าของโปรตุเกสในยุคล่าอาณานิคมทั้งหลายจนทำให้ชาติรุ่งเรืองนั่นเอง อนุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเทกัส (Tagus River) ที่อยู่ไม่ไกลจากหอคอยเบเลม (Belém Tower) นัก 

Photo by Jason Briscoe on Unsplash

เบื้องหลังเป็นวิวอันงดงามของเมืองลิสบอนพร้อม สะพานแขวน 25 ดิ แอบริล (25 de Abril Bridge) อีกสัญลักษณ์ของเมืองที่ทอดข้ามแม่น้ำอย่างสวยงามนั่นเอง เดิมทีอนุสาวรีย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1940 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในงาน Portuguese World Exhibition ที่ทางโปรตุเกสจัดมหกรรมระดับโลกของตนเองขึ้นเพื่อแข่งกับงาน New York World’s Fair (งาน World’s Fair ก็คืองาน Expo ที่เรารู้จักในยุคปัจจุบันนั่นเอง) ที่เปิดไปก่อนหน้าในปี ค.ศ.1939 ซึ่งกำลังโด่งดังในยุคนั้น หลังจากงานสิ้นสุดลงอนุสาวรีย์ก็ได้ถูกรื้อทิ้ง และรื้อฟื้นกลับมาสร้างใหม่ในปี ค.ศ.1960 ตามแบบเดิมทุกประการ โดยคราวนี้ทางเมืองตั้งใจสร้างให้เป็นอนุสรณ์สถานถาวรที่เลือกใช้วัสดุคงทนและแข็งแกร่งขึ้น พร้อมการแกะสลักหินที่ประณีตและงดงามกว่าเก่า อนุสาวรีย์แห่งนี้เปรียบดั่งเรือเดินสมุทรที่บนเรือนั้นมีรูปปั้นของบรรพบุรุษผู้บุกเบิกในยุคล่าอนาณานิคมอยู่ถึง 33 คน ผู้ที่ออกแบบอนุสรณ์สถานแห่งนี้ก็คือสถาปนิกชาวโปรตุเกส José Ângelo Cottinelli Telmo ที่ทำงานร่วมกับนักประติมากรรมท้องถิ่นอย่าง Leopoldo de Almeida นั่นเอง โดยวัตถุประสงค์ในการรื้อฟื้นอนุสาวรีย์นี้ขึ้นมาอีกครั้งก็เพื่อสดุดีให้กับวาระการสิ้นพระชนม์ครบ 500 ปี ของบิดาแห่งนักบุกเบิกดินแดนใหม่อย่าง Infante D. Henrique of Portugal, Duke of Viseu หรือ Prince Henry the Navigator (ที่เป็นรูปปั้นยืนอยู่บนหัวเรือด้านหน้าสุด) ไปพร้อมกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 800 ปีแห่งการตั้งถิ่นฐานของตนในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ รวมถึงการครบรอบ 300 ปี แห่งการปลดแอกจากอาณานิคมของสเปนด้วยนั่นเอง  

Photo by Luiz Felipe on Unsplash

กิจกรรมในเมืองลิสบอนอีกอย่างที่ห้ามพลาดเด็ดขาดก็คือ การนั่งรถรางชมเมือง ซึ่งนี่เป็นระบบขนส่งมวลชนสาธารณะเก่าแก่ของเมืองนี้ที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ระบบรถรางของเมืองลิสบอนเริ่มให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ.1873 โดยครั้งนั้นยังเป็นแบบรถรางที่ลากด้วยรถม้า ต่อมาในปี ค.ศ.1901 ได้มีการนำเอารถรางไฟฟ้ามาใช้เป็นครั้งแรกซึ่งนั่นคือรถรางในแบบที่เราเห็นในปัจจุบันนั่นเอง รถรางในลิสบอนนี้มีให้บริการทั้งหมด 6 สายด้วยกัน แต่สายยอดนิยมและเป็นสัญลักษณ์แห่งการท่องเที่ยวก็คือ รถรางสาย 28 (E28) ที่วิ่งเชื่อมจากจัตุรัสมาร์ทิมโมนิซ (Praça Martim Moniz) สู่ย่านแคมป์เดออูริค (Campo de Ourique) โดยระหว่างทางจะผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ของลิสบอนเกือบทั้งหมดรวมถึงบ้านเรือนคลาสสิกที่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของโปรตุเกสอีกด้วย รถรางสายนี้จะมีตัวรถเป็นสีเหลืองอย่างมีเอกลักษณ์ ตัดกับเมืองสีเอิร์ธโทนได้โดดเด่นทีเดียว


https://www.timeout.com/

เปลี่ยนจากเดินเที่ยวมาหาของอร่อยๆ กินกันบ้างดีกว่า คนไทยและทั่วโลกต่างรู้ดีว่าโปรตุเกสเป็นเจ้าตำรับอาหารอร่อยหลายอย่างโดยเฉพาะขนมหวานเลื่องชื่อที่เป็นต้นกำเนิดของขนมท้องถิ่นหลายชนิดในภูมิภาคเอเชียรวมถึงเมืองไทยบ้านเรา ที่ที่เหมาะจะตะลุยชิมของอร่อยมากที่สุดในเมืองลิสบอนนั้นคงต้องยกให้กับ Time Out Market Lisboa ซึ่งเป็นศูนย์อาหารยักษ์ใหญ่สุดเก๋ที่เปิดตัวเมื่อปี ค.ศ.2014 บริหารงานโดยสื่อยักษ์ด้านไลฟ์สไตล์ของโลกอย่าง Time Out นั่นเอง มีอาหารทั้งคาวและหวานให้เลือกอร่อยมากกว่า 40 ร้าน ที่ล้วนแล้วแต่คัดสรรของเด็ดในเมืองนี้มาแล้วทั้งสิ้น แน่นอนว่าเมนูที่ห้ามพลาดเด็ดขาดก็คือการลองชิม “ปัชแตลดืนาตา” (pastéis de nata) หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ทาร์ตไข่โปรตุเกส” นั่นล่ะ ซึ่งขนมหวานนี้กำลังกลับมาโด่งดังในยุคนี้อีกครั้ง แต่ถ้าอยากลองแบบต้นตำรับก็ต้องที่นี่เลย บริเวณนี้มีให้เลือกชิมหลายร้าน แต่ร้านที่ได้รับการการันตีเรื่องความอร่อยและตำรับเก่าแก่ที่อยากให้ลองแวะไปชิมนั้นก็คือที่ Manteigaria นั่นเอง โดยทั้งร้านนี้และอีกหลากหลายร้านอร่อยของเมืองนี้ต่างก็รวมอยู่ที่ Time Out Market Lisboa แห่งนี้นี่ละ เรียกได้ว่ามาที่เดียวอร่อยครบอิ่มทั่ว แล้วถ้าอิ่มแล้วใครอยากจะเดินย่อยก็สามารถเดินเที่ยวตลาด Mercado Da Ribeira กันต่อได้เลย ซึ่ง Time Out Market Lisboa ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของตลาดท้องถิ่นนี้ที่ได้ชื่อว่าเป็นตลาดกลางแห่งลิสบอนและตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้อีกด้วย 

ซินตรา ... เมืองมรดกโลกแห่งความคลาสสิก

Photo by Katia De Juan on Unsplash


พาออกไปเที่ยวนอกเมืองหลวงกันบ้าง อีกหนึ่งเมืองที่มีภูมิประเทศที่งดงามและอยู่ไม่ไกลจากลิสบอนนักก็คือเมืองซินตรา (Sintra) นี่เอง ซึ่งเมืองนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก Cultural Landscape of Sintra ในปี ค.ศ.1995 อีกด้วย     โดยโปรตุเกสนั้นถือเป็นอีกหนึ่งชาติในยุโรปที่เต็มไปด้วยปราสาทโบราณอันงดงามมากมาย และซินตรานี้ถือว่าเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งสถาปัตยกรรมยุคโรแมนติก   ของยุโรปเป็นแห่งแรกเลยก็ว่าได้ 

Photo by Ágatha Depiné on Unsplash

สำหรับปราสาทที่โดดเด่นของโปรตุเกสนั้นต้องยกให้ พระราชวังเปนา (Pena Palace) ที่ตั้งตระหง่านเป็นสง่าอยู่บนภูเขาซินตรา (Sintra Mountain) นั่นเอง โทนสีเหลืองแดงที่ฉาบตัวปราสาทอันจัดจ้านนั้นก็ยิ่งทำให้ปราสาทแห่งนี้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร แต่ทว่าภายในนั้นกลับเป็นโทนสีขรึมคุมโทนอย่างหรูหราไม่ต่างจากปราสาทอื่นๆ ในยุโรป ว่ากันว่าพระราชวังแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้นสมัยยุคกลางของยุโรป (ศตวรรษที่ 5-15) แต่ด้วยเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาคนี้จึงทำให้ปราสาทนี้ถูกทิ้งร้างไป จนกระทั่งกษัตริย์เฟอร์ดินัลที่ 2 (King Ferdinand II) ได้กลับมาบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้งและทรงใช้เป็นพระราชวังตากอากาศฤดูร้อน แล้วพระราชวังแห่งนี้เองก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้พระเจ้าลุดวิจที่ 2 แห่งบาวาเรีย (King Ludwing II) สร้างปราสาท Neuschwanstein Castle บนยอดเขาอันงดงามขึ้นเช่นกัน ซึ่งในยุคนี้ทุกคนต่างรู้กันดีว่าปราสาทนี้ก็คือต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดปราสาทเทพนิยายแห่งดิสนีย์อันโด่งดังนั่นเอง 

ปอร์โต ... หลากความลับที่น่าค้นหา

Photo by Buenas Dicas on Unsplash

ภาพของบ้านเรือนเก่าแก่คลาสสิก ไล่ระดับบนเนินเขาตัดด้วยสะพานเหล็กกล้าอันแข็งแกร่ง เบื้องล่างเป็นลำน้ำพร้อมเรือท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ นั่นคือภาพจำอันงดงามที่หลายคนรู้จัก และประทับใจในเมืองมรดกโลกแห่งนี้    ซึ่งปอร์โตได้รับการขึ้นทะเบียนจาก  องค์กรยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ    Historic Centre of Oporto, Luiz I Bridge and Monastery of Serra do Pilar ในปี ค.ศ.1996 

Photo by Célio Pires on Unsplash

ปอร์โต (Porto หรือบางทีก็สะกดว่า Oporto) เป็นเมืองชายฝั่งที่อยู่ทางตอนเหนือของโปรตุเกส และนับเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศด้วย รวมถึงเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งเลยทีเดียว ปอร์โตนั้นถือเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งของยุโรป สภาพแวดล้อมในเมืองยังคงได้รับการอนุรักษ์ให้มีกลิ่นอายของความคลาสสิกในอดีตไว้เป็นอย่างดี ปอร์โตมีถนนสายประวัติศาสตร์อันสำคัญที่ควรแวะไปเยือนก็คือ Avenida Dos Aliados ถนนสายเก่าแก่ที่อยู่ในโซน Historic Centre of Porto เต็มไปด้วยสถานที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมาย 

Photo by Marie-Flore Pirmez on Unsplash

ต้นถนน Avenida Dos Aliados ยังเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟ São Bento railway station ที่ได้รับการยกย่องว่างดงามและคสาสสิกมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สถาปัตยกรรมที่สวยงามนั้นออกแบบโดยสถาปนิก  ท้องถิ่นชื่อดังอย่าง José Marques da Silva พร้อมการตกต่างภายในอย่างงดงามไม่แพ้กัน รวมไปถึงจิตรกรรมฝาผนังลายเส้นสีน้ำเงินบนกระเบื้องอันมีเอกลักษณ์โดดเด่นทีเดียว ซึ่งสถานีรถไฟแห่งนี้คือหนึ่งในอาคารที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกอีกด้วย 

Photo by Pedro Costa on Unsplash

อีกหนึ่งมรดกโลกที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือสัญลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองอย่างสะพานเหล็กกล้า Dom Luís I Bridge หรือ Luís I Bridge นั่นเอง ซึ่งเป็นสะพานเหล็กที่มีโครงเหล็กโค้งรองรับ สูงกว่า 85 เมตร และยาวกว่า 395 เมตร ทอดข้าม แม่น้ำโดรู (Douro River) เชื่อมระหว่างเมือง ปอร์โต (Porto) และ เมืองวีลานอวาดือ ไกยา (Vila Nova de Gaia) เห็นรูปทรงเหล็กโค้งของสะพานแว้บแรก หลายคนคงนึกไปถึงความโค้งในรูปแบบเดียวกันของหอไอเฟลที่ปารีสแน่ๆ ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเป็นเช่นนั้นเพราะวิศวกรที่ออกแบบสะพานนี้ก็คือ Gustave Eiffel ผู้เชี่ยวชาญโครงสร้างเหล็กคนเดียวกันกับผู้ออกแบบหอไอเฟลนั่นเอง โดยสะพานแห่งนี้สร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการครั้งแรกในปี ค.ศ.1886 และในยุคนั้นมันก็ถือว่าเป็นสะพานเหล็กกล้าที่ยาวที่สุดในโลกเลยทีเดียว 

Photo by Ivo Rainha on Unsplash

เมืองแห่งความคลาสสิกอย่างปอร์โตนี้ยังมีความงดงามหลายอย่างซ่อนอยู่อีกมากมาย ซึ่งหนึ่งในความลับแสนมหัศจรรย์ที่ถูกกล่าวขวัญไปทั่วโลกนั้นก็คือ Livraria Lello หรือ Lello Bookstore ร้านหนังสือที่น่าหลงใหลแห่งนี้นั่นเอง ร้านหนังสือนี้ยังถือว่าเป็นหนึ่งในร้านหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดในโปรตุเกส และเป็นหนึ่งในร้านหนังสือที่ถูกจัดอันดับว่าดีและสวยที่สุดอันดับต้นๆ ของโลกเสมอ ก่อตั้งโดย José Lello ที่เปิดบริการครั้งแรกในปี ค.ศ.1881 ก่อนที่เขาจะชวนน้องชาย António Lello มาร่วมทำธุรกิจด้วยกันและเปิดตัวอาคารใหม่ในปี ค.ศ.1906 ซึ่งเป็นอาคารปัจจุบันที่เราเห็นอยู่นั่นเอง ถึงแม้จะเป็นอาคารแคบๆ แต่ว่าด้านหน้าก็ออกแบบได้อย่างคลาสสิกอลังการทีเดียว แล้วความน่าตื่นตาตื่นใจไม่ใช่อยู่แค่ภายนอกอาคารเท่านั้นเพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านในนี่แหละที่เป็นจุดดึงดูดสำคัญให้คนทั่วโลกอยากหลุดเข้ามาในอาณาจักรพิศวงนี้ ซึ่งมีบรรยากาศคล้ายกับห้องสมุดในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่งดงามไปด้วยการผสมผสานศิลปะหลากสไตล์ตั้งแต่ Neo-Gothic, Art Nouveau ไปจนถึง Art Deco ใครที่เข้ามาเห็นความอลังการอันแสนคลาสสิกด้านในนั้นจะร้อง ว้าว! และร้อง อ๋อ! ในทันที เพราะร้านนี้ก็คือหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดเทพนิยายแฟนตาซีเรื่องดังอย่าง Harry Potter นั่นเอง ซึ่ง JK Rowling ผู้ประพันธ์นั้นชอบแวะมาที่ร้านนี้บ่อยๆ เมื่อครั้งที่เธอมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่เมืองปอร์โตนั่นล่ะ

ลากอส ... ฟ้าสีคราม น้ำทะเลสีมรกต และขุนเขาสีแดงฉาน

Photo by Alex Bykov on Unsplash

ลงไปเที่ยวทางตอนใต้กันดูบ้าง เมืองที่มีภูมิประเทศโดดเด่นแถมยังเป็นจุดท่องเที่ยวทางทะเลขึ้นชื่อที่สุดของโปรตุเกสนั้นก็คือ ลากอส (Lagos) ที่อยู่ในภูมิภาคอัลการ์ฟ (Algarve) ทางตอนใต้สุดนั่นเอง สำหรับลากอสเป็นเมืองชายทะเลที่มีภูมิประเทศแตกต่างอย่างเป็นเอกลักษณ์ วิวที่สวยงามก็คือฟ้าสีคราม น้ำทะเลสีเขียวมรกต ปนสีครามสดใส ตัดกับหาดทรายสีส้มเหลือง และภูเขาหินตัดสีโทนแดงฉานซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสีสดตามธรรมชาติต่างเฉดที่ตัดกันอย่างสวยงามทีเดียว 

Photo by Dan Gold on Unsplash 

บริเวณเมืองลากอสนี้มีชายหาดน่าเล่นอยู่หลายจุด แต่หาดนั้นจะเสมือนเป็นแผ่นดินที่ทรุดลงไปด้านล่างที่ราบสูง ซึ่งนี่เป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคแถบนี้ที่สวยงามไม่เหมือนใคร หาดขึ้นชื่อก็อย่างเช่น Praia Dona Ana แล้วก็หาด Ponta da piedade ที่เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมและเป็นแหล่งเล่นน้ำที่สุดป๊อบ นอกจากการเล่นน้ำตามชายหาดสวยแปลกตานี้แล้ว กิจกรรมยอดนิยมอีกอย่างของที่นี่ก็คือการพายเรือคายัคลัดเลาะไปตามริมขอบทวีปที่เราจะได้เห็นความงดงามอลังการของธรรมชาติตั้งแต่โตรกหินมหึมา ชายหาดสวยๆ โพรงหินลึกลับ ไปจนถึงภูมิประเทศที่น่าตื่นตะลึงอีกด้วย 

มาฟรา ... มาสัมผัสความมหัศจรรย์


whc.unesco.org/en/documents/166481

ปิดท้ายกันด้วยการกลับมาแถบเมืองหลวงอีกครั้ง แต่คราวนี้เราจะพาไปเที่ยวยังเมือง มาฟรา (Mafra) ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก ที่นี่กำลังกลายเป็นจุดท่องเที่ยวฮิตแหล่งใหม่ที่คนทั่วโลกอยากมาเยือน เป็นที่ตั้งของ Royal Building of Mafra หรือ Palace of Mafra โบราณสถานอันทรงคุณค่าอีกแห่งของโปรตุเกสที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.2019 นี้เอง
สำหรับพระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1717 และแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1755 ในรัชสมัยของ กษัตริย์จอห์นที่ 5 (King John V) แห่งโปรตุเกส สถาปัตยกรรมเป็นการผสมผสานกันระหว่าง ศิลปะแบบบาโร้ก (Baroque) และ นีโอคลาสสิก (Neoclassical) งดงามอลังการทั้งภายนอกและภายใน ทั้งยังเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโปรตุเกสด้วย 
    
เป็นอย่างไรกันบ้างกับการเปลี่ยนบทบาทเป็นนักบุกเบิกที่ขึ้นฝั่งบุกตะลุยทำความรู้จักกับดินแดนแห่งนักบุกเบิกนี้ ซึ่งนี่เป็นแค่ความน่าสนใจส่วนหนึ่งของโปรตุเกสเท่านั้น แล้วดินแดนนี้ก็ยังมีอะไรให้เราค้นหาอีกมากมาย ใครที่อยากลองเป็นนักบุกเบิกดูบ้าง การลุยทำความรู้จักดินแดนแห่งนี้ถือเป็นสิ่งคุ้มค่าและคู่ควรทีเดียว 

How to get there : 
การเดินทาง / เครื่องบิน
เที่ยวบินตรง
การเดินทางจากประเทศไทยสู่ประเทศโปรตุเกสนั้นไม่มีบริการบินตรงจากสายการบินใด 
บินแบบต่อเครื่อง
มีสายการบินมากมายที่บินสู่ประเทศโปรตุเกสแบบต่อเครื่อง โดยสามารถบินไปต่อเครื่องยังสนามบินต่างๆ เพื่อบินไปยังเมืองลิสบอนหรือเมืองอื่นๆ ของโปรตุเกสได้เช่นกัน อาทิ
KLM > กรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์)-ลิสบอน (โปรตุเกส)
British Airways > กรุงเทพฯ-ลอนดอน (อังกฤษ)-ลิสบอน (โปรตุเกส)
Lufthansa > กรุงเทพฯ-มิวนิก (เยอรมันี)-ลิสบอน (โปรตุเกส)
Emirates > กรุงเทพฯ-ดูไบ (UAE)-ลิสบอน (โปรตุเกส)
Where to stay : 
ที่พักแนะนำ
ลิสบอน (Lisbon)
Luxury & Boutique > Verride Palácio Santa Catarina (https://verridesc.pt/experience/)
Business & Standard Hotel > Novotel Lisboa (https://www.accorhotels.com/th/hotel-0784-novotel-lisboa/index.shtml)
Hostel & Budget > Inn Possible Lisbon Hostel (https://innpossiblelisbon.com/en/)

ปอร์โต (Porto)
Luxury & Boutique > Vila Foz Hotel & SPA (https://www.vilafozhotel.pt/)
Business & Standard Hotel > Mercure Porto Centro Hotel (https://www.accorhotels.com/th/hotel-1975-mercure-porto-centro-hotel/index.shtml)
Hostel & Budget > Bluesock Hostels Porto (https://www.bluesockhostels.com/)

ลากอส (Lagos)
Luxury & Boutique > Casa Mãe Lagos (https://casa-mae.com/)
Business & Standard Hotel > Four Points by Sheraton Lagos (https://www.marriott.com/hotels/travel/losfp-four-points-lagos/)
Hostel & Budget > Suntrap Hostel Lagos (http://suntrap-hostel.lagos-hotels.net/en/)
When to go : 
ฤดูกาล / ฤดูท่องเที่ยว

โปรตุเกสเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งภูมิประเทศที่เหมาะสมทำให้มีอากาศดีตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ที่ 15-22 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปีเช่นกัน โดยฤดูของการท่องเที่ยวแบ่งเป็นช่วงเวลาดังนี้
High Season > ก.ค.-ส.ค.
Shoulder Season > เม.ย.-มิ.ย. และ ก.ย.-พ.ย.
Low Season > ธ.ค.-มี.ค. 
Travel Information :
https://www.travel-in-portugal.com/

travelbaradmin's picture

ABOUT THE AUTHOR

POSTED BY travelbaradmin | Monday, February 10, 2020 - 13:35


admintator for web Travellerbar.com


RELATED FEED

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 17:54

6 Coffee Houses in Amsterdam


LEAVE A COMMENT

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 12:44

คอร์ตอร์ ที่ซึ่งอดีตพบกับปัจจุบัน


LEAVE A COMMENT

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 12:35

ความสุขอวลไอในสายลมที่ซิดนีย์


LEAVE A COMMENT