POSTED BY TRAVELBARADMIN | Saturday, October 12, 2019 - 12:00
เยาวราช เป็นชุมชนชาวจีนนอกแผ่นดินใหญ่นั้นถูกเรียกว่า Chinatown เหมือนๆ กัน “เยาวราช” นั้น คือชื่อของชุมชนชาวจีนในกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเป็น Chinatown นอกแผ่นดินจีนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว เอกลักษณ์ของชุมชนชาวจีนในดินแดนโพ้นทะเลตามถิ่นต่าง ๆ มักมีเสน่ห์ซ่อนอยู่มากมาย รวมถึงเยาวราชที่ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็มีอะไรให้น่าค้นหาเสมอ ไปลองสัมผัสดินแดนมังกรแห่งสยามกัน

ภาพถ่ายโดยFrame HarirakบนUnsplash
ชาวจีนโพ้นทะเลนั้นเริ่มตั้งถิ่นฐานแถบย่านสำเพ็งมาตั้งแต่ก่อนครั้งตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ย่านเยาวราชที่ถือเป็นเขตชุมชนจีนอย่างเป็นทางการจริง ๆ นั้นถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ.2325 พร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ 1 ส่วนถนนเยาวราชที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่ง Chinatown ของกรุงเทพฯ นั้น ตัดขึ้นในตอนหลังเมื่อปี พ.ศ.2435 ในสมัยรัชกาลที่ 5 หลังถนนสายมังกรตัดผ่านก็ทำให้เยาวราชนั้นคึกคักและรุ่งเรืองเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ชาวไทยเท่านั้นที่หลงเสน่ห์เยาวราช แต่ชาวต่างชาติก็หลงรักย่านนี้กันแทบทุกคน ด้วยเสน่ห์หลากหลายซ่อนอยู่มากมาย ตั้งแต่ความเก่าแก่ทรงคุณค่าไปถึงสิ่งสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ ต่างก็ผสมผสานกันอยู่ในย่านนี้อย่างกลมกลืนลงตัว

ภาพจาก https://www.facebook.com/Sohengtai
พิพิธภัณฑ์มีชีวิตในบ้านจีนกลิ่นอายไทย
ชาวจีนมักนำเอาศิลปะและวัฒนธรรมของตนเองติดตัวไปทุกถิ่นเสมอ แถบเยาวราชจึงมีกลิ่นอายของความเป็นจีนซ่อนอยู่มากมายในมิติต่างๆ กัน ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับมุมอื่นๆ ของเยาวราช เราขอเริ่มต้นด้วยการชวนคุณไปสัมผัสเสน่ห์จีนแบบดั้งเดิมก่อน บ้านหลังนี้ชื่อว่า “โซว เฮง ไถ่” ซึ่งตั้งอยู่ในย่านตลาดน้อย บ้านหลังนี้เป็นมรดกตกทอดของตระกูลโซวในไทยที่สืบทอดกันมากว่า 8 รุ่นแล้ว (ปัจจุบันเป็นบ้านของตระกูลโปษยะจินดา) สถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณนี้มีอายุมากกว่า 250 ปี และถือเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ฮกเกี้ยนเพียงไม่กี่หลังที่หลงเหลืออยู่ในกรุงเทพฯ ด้วย ปัจจุบันเจ้าของยังคงอาศัยอยู่ในบ้าน พร้อมทั้งเปิดบ้านต้อนรับผู้ที่อยากเข้ามาสัมผัสและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนจีน แต่สำหรับบางคนอาจจะรู้ความลับ (ที่ไม่ค่อยลับ) จะรู้ดีว่าที่นี่คือโรงเรียนสอนดำน้ำที่บรรยากาศแปลกที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ คือสอนกันในสระกลางบ้านที่โอบล้อมสระไว้ด้วยอาคารจีน ในแบบที่ดูแล้วไม่น่าจะเข้ากันได้ แต่ก็กลายเป็นเอกลักษณ์เด่นที่ทำให้การเรียนดำน้ำผสานเสน่ห์ทางวัฒนธรรม
บ้านหลังนี้ถึงแม้เปลือกนอกจะแลดูเป็นสถาปัตยกรรมจีน แต่รายละเอียดต่าง ๆ ที่แฝงอยู่นั้นก็เจือกลิ่นอายความเป็นไทยเข้าไปอยู่พอสมควร นับเป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนความเป็นจีนในแผ่นดินไทยได้ดี และมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งเลยทีเดียว
ลานกว้างกลางบ้านที่ก่อขึ้นเป็นสระสำหรับเรียนดำน้ำ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บ้านจีนหลังนี้แตกต่างจากที่อื่นอย่างสิ้นเชิง เรือนจีนโบราณที่อยู่โดยรอบยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ซึ่งเอกลักษณ์ของเรือนทั้งสามนี้สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิมทั้งสิ้น กลิ่นอายความเป็นไทยที่ใส่เข้าไปอย่างกลมกลืนก็คือการยกพื้นสูงแบบบ้านไทยที่ทำให้กลายเป็นเรือนสองชั้น พื้นบ้านปูด้วยไม้กระดานที่ทำจากไม้สักทองทั้งหมดในอารมณ์เดียวกับเรือนไทย การก่อสร้างไม่ใช้ตะปูแต่เป็นการเข้าไม้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม ทำให้สถาปัตยกรรมนี้น่าสนใจไม่แพ้เรื่องของประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้

“โซว เฮง ไถ่” ตั้งอยู่ในตรอกซอกซอยลึกแถมชุมชนตลาดน้อย เดิมทีบ้านหลังนี้ไม่ได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ แต่หลังจากที่การท่องเที่ยวชุมชนเริ่มเป็นที่นิยมขึ้น ประกอบกับทางสถาบันอาศรมศิลป์ได้มาหารือร่วมกันในการเปิดบ้านให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในลักษณะของพิพิธภัณฑ์มีชีวิต บ้านหลังนี้จึงเปิดต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มเสมอ ด้านในมีมุมขายเครื่องดื่มเล็ก ๆ เราสามารถสั่งกาแฟไปนั่งจิบตามมุมต่าง ๆ ของบ้านได้ตามชอบ นับเป็นรายได้ส่วนหนึ่งที่เจ้าของบ้านนำไปใช้จ่ายในการอนุรักษ์บ้านหลังนี้ไว้ให้คงอยู่ให้นานที่สุด ใครสนใจที่จะแวะไปเยี่ยมเยือนประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่านี้แนะนำให้ติดตามที่เพจ www.facebook.com/Sohengtai นอกจากเจ้าบ้านจะคอยบอกว่าวันไหนสะดวกเปิดรับแขกแล้ว บางวันอาจจะมีการทำขนมหรืออาหารโฮมเมดตำรับครอบครัว (ที่มักทำในจำนวนจำกัด) มาอัพเดทนักชิมกันด้วย
ตำนานแพทย์แผนตะวันตกในชุมชนชาวจีน
ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าเยาวราชเป็นย่านที่ขึ้นชื่อเรื่องแพทย์แผนจีนเป็นที่สุด ไม่ใช่แค่การรักษาตามแบบฉบับโบราณดั้งเดิมที่ถ่ายทอดกันมาเท่านั้น ยังเป็นแหล่งค้าขายวัตถุดิบปรุงยาตลอดจนสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย แต่ก็คงมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าย่านนี้ก็มีการพัฒนาการแพทย์แผนตะวันตกควบคู่กันไปด้วย
แทบไม่น่าเชื่อว่าย่านยาวราชจะมีพิพิธภัณฑ์ให้ความรู้แทรกตัวอยู่ในชุมชนหลายแห่งมาก รวมถึงพิพิธภัณฑ์ทางการแพทย์แผนปัจจุบันแห่งนี้ที่เล่าเรื่องราวเยาวราชในอีกมิติได้อย่างน่าสนใจ แหล่งเรียนรู้ที่เพิ่งจะเปิดตัวสด ๆ ร้อน ๆ ไม่นานมานี้ตั้งอยู่บริเวณแยกเสือป่า บนตึกเก่าที่เพิ่งได้รับรีโนเวทใหม่ซึ่งอาคารนี้สร้างขึ้นในแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิก (Neoclassical Architecture) ในสมัยรัชกาลที่ 4 เดิมเป็นที่ตั้งของห้างขายยาเบอร์ลินที่คนแถบนี้รู้จักกันดี ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนให้เป็น “พิพิธภัณฑ์ห้างขายยาเบอร์ลิน” (Berlin Pharmaceutical Museum) แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์การแพทย์แห่งเยาวราช

http://trawellthailand.com/th/berlin-museum/
การออกแบบนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างสรรค์ตามแบบพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว ห้องแรกสุดที่คือส่วนของการจัดแสดงประวัติของต้นตระกูลไชยนุวัติ (ที่มีรากมาจากตระกูลแซ่ไชในจีน) ซึ่งผู้เริ่มก่อตั้งคลินิกและห้างขายยานี้ขึ้นมาก็คือ นายแพทย์ชัย ไชยนุวัติ ลูกหลานชาวจีนอพยพที่ใฝ่เรียนจนสามารถได้รับทุนให้ไปศึกษาต่อด้านการแพทย์แผนปัจจุบันที่เมืองจีน และจบการศึกษาจาก Tongji German Medical School มหาวิทยาลัยการแพทย์ของเยอรมันที่ตั้งอยู่ในเมืองเซียงไฮ้ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยถ่งจี้ (Tongji University)) จากนั้นก็ได้กลับเมืองไทย นำวิชาความรู้ต่างๆ มาพัฒนาการแพทย์แผนปัจจุบันในเมืองไทยนั่นเอง

http://trawellthailand.com/th/berlin-museum/
อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือนิทรรศการการก่อตั้งคลินิกแพทย์แผนปัจจุบันในเยาวราช ที่เล่าเรื่องราวตั้งแต่เริ่มคลีนิกใหม่ๆ ไปจนถึงพัฒนามาเป็นการผลิตยาในยุคปัจจุบัน นอกจากภาพถ่ายเก่าๆ แล้ว ข้าวของในอดีตต่างๆ ยังถูกนำมาจัดวางประกอบการเล่าเรื่องได้อย่างสมบูรณ์แบบทีเดียว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์นี้ก็คือ คุณกฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน (Jim Thompson Art Center) นั่นเอง สำหรับใครที่สนใจแหล่งเรียนรู้นี้ก็ติดตามรายละเอียดกันได้ที่เพจ www.facebook.com/BerlinPharmaceuticalMuseumBangkok
ผล็อยหลับกับเสน่ห์วันวาน
ในยุคที่เยาวราชมีสิ่งสร้างสรรค์เกิดขึ้นมากมายหลายมิติ ความน่าสนใจของเยาวราชก็เริ่มมีหมวดยิบย่อยมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของที่พักเอนกายที่มีหลากหลายรูปแบบให้เราได้เลือกมาพักผ่อนตามชอบ หนึ่งในที่พักน่าสนใจของเยาวราชที่เพิ่งจะเปิดตัวมาได้ไม่นานนี้ที่เราอยากหยิบมาแนะนำก็คือโรงแรมสไตล์บ้านแถบริมน้ำเจ้าพระยา เสน่ห์ของที่นี่คือการหยิบเอาเสน่ห์วันวานมาให้สัมผัสในมุมมองยุคใหม่ พร้อมรื้นฟื้นเรื่องราวที่น่าประทับใจเอากลับมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง

ภาพโดย https://www.baan2459.com/five
“บ้าน ๒๔๕๙” (BAAN2459) นิยามตัวเองว่าเป็น Heritage Boutique Hotel ขนาดเล็กที่หยิบเอาบ้านเก่าแก่สไตล์โคโลเนียลในสมัยรัชกาลที่ 6 มาปรับปรุงใหม่ จากการสืบประวัติค้นพบว่าแรกเริ่มเดิมทีบ้านหลังนี้เป็นของตระกูลอับดุลราฮิม ก่อนที่จะขายต่อให้กับคุณอดัมชาวอินเดียที่อพยพมาตั้งรกรากที่ไทย และส่งต่อเป็นมรดกตกทอดสู่ลูกหลานต่อมา ก่อนหน้านี้บ้านหลังนี้ถูกทิ้งร้างจนเสื่อมโทรม คุณป๊อก-สุขสันต์ เอื้ออารีชน นักธุรกิจในย่านเยาวราชจึงขอเช่าพื้นที่เพื่อทำเป็นโกดังเก็บสินค้าและลานจอดรถอยู่เกือบสิบปี เมื่อโกดังเก็บสินค้าถูกย้ายออกไปนอกเมืองจึงคิดตัดสินใจคืนที่ แต่ด้วยความเสียดายอาคารเก่าท้ายที่สุดก็ตัดสินใจคุยกับเจ้าของและขอเช่าต่อเพื่อรีโนเวทให้เป็นโรงแรมขนาดเล็กพร้อมร้านกาแฟที่ตกแต่งได้มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร

ภาพโดย https://www.baan2459.com/five
๒๔๕๙ ที่หยิบมาใช้เป็นชื่อโรงแรมนั้นก็คือปีที่บ้านหลังนี้ก่อสร้างขึ้นนั่นเอง ตัวเลขนี้ยังถูกนำไปใช้เป็นชื่อห้องพักต่างๆ ภายในบ้านหลังนี้ด้วยซึ่งก็คือ ห้อง ๒, ห้อง ๔, ห้อง ๕ แล้วก็ห้อง ๙ ตามลำดับ ตัวอาคารยังคงถูกอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยม ภายในแต่งห้องในสไตล์ร่วมสมัยแบบวันวานที่ทางเจ้าของอยากให้ผู้มาพักรู้สึกเหมือนมาเยือนบ้านคุณปู่ที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ผนังอาคารหลักด้านในถูกตกแต่งด้วยกรอบรูปที่เล่าเรื่องราวความเป็นไปเป็นมาของบ้านหลังนี้ราวกับเป็นนิทรรศการที่น่าดูทีเดียว บรรยากาศชุมชนที่เงียบสงบโดยรอบทำให้การพักผ่อนที่เยาวราชในมุมนี้ไม่พลุกผล่านจอแจ
นอกจากที่พักแสนสบายแล้วไฮไลท์อีกอย่างของที่นี่ก็คือ CHATA Specialty Coffee ที่สะกดภาษาอังกฤษมาจากคำว่า “ชะตา” นั่นเอง โดยชื่อนี้เป็นความตั้งใจของเจ้าของที่ต้องการสะท้อนถึงทุกเรื่องราวของที่นี่ที่ทุกอย่างล้วนเป็นชะตานำพาให้มาพบกัน คาเฟ่แห่งนี้โดดเด่นด้วยเรือนกระจกที่ผนังด้านหนึ่งเป็นกำแพงอิฐเก่าถูกคงสภาพเดิมไว้จนกลายเป็นความเก๋ที่มีเอกลักษณ์ ที่นี่ยังได้บาริสต้าฝีมือดีมาช่วยดูแล ตั้งแต่การคัดสรรเมล็ดกาแฟพันธุ์ดีจากทั่วโลก ไปจนถึงการชงอย่างพิถีพิถัน จนทำให้คาเฟ่นี้มีชื่อเสียงไม่แพ้ตัวโรงแรมเลยทีเดียว ใครอยากจะแวะมาพักผ่อนเอนกายแบบเก๋ๆ ในบรรยากาศแบบวันเก่าๆ ลองแวะเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.baan2459.com
ตำนานแห่งตำรับเยาวราช
มาเยาวราชทั้งทีจะไม่ให้พูดถึงอาหารอร่อยๆ ก็ดูเหมือนว่าจะมาไม่ถึงแหล่ง โดยเฉพาะตำรับอาหารจีนที่ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าเยาวราชนั้นเลิศรสที่สุด ตามหาความอร่อยในเยาวราชนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ถ้าอยากจะตามหาตำรับจีนที่มีความอร่อยเฉพาะตัวในแบบฉบับตำรับแห่งเยาวราชเท่านั้นคงต้องยกให้กับความลับของสูตรเด็ดเจ้านี้ที่ซ่อนตัวอยู่ในแถบพลับพลาชัย

ภาพโดย https://bellhub.wordpress.com/2013/02/07/jok-toh-deaw/
“จกโต๊ะเดียว” (JOK’S Kitchen) เป็นตำนานตำรับเยาวราชโดยแท้เพราะร้านนี้ไม่มีสาขาที่ไหน และเป็นตำรับจีนที่ไม่เหมือนใคร แถมเจ้าของร้านจะเป็นเชฟที่ต้องแสดงฝีมือเองทุกจานเท่านั้น ร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ในซอยลึก ไม่ใช่ร้านหรูหรา แต่มีอาหารอร่อยเป็นตัวดึงดูด เชฟที่แสดงฝีมือนี้ก็คือ เฮียจก-สมชาย ตั้งสินพูลชัย ที่แรกเริ่มนั้นเปิดโต๊ะบริการเพียงโต๊ะเดียว (อันเป็นที่มาของชื่อ) ก่อนที่ภายหลังจะขยับขยายมาเป็น 4-5 โต๊ะ และรองรับลูกค้าเพียง 2 รอบต่อวันเท่านั้น (กลางวัน 11.00-14.00 และ เย็น 17.00-22.00) หนึ่งโต๊ะจะนั่งได้ราว 7-10 ที่ เสิร์ฟอาหารขั้นต่ำ 10 เมนูแบบตามใจเชฟ คล้ายกับตำรับโอมากาเสะแบบญี่ปุ่นที่เชฟจะคัดสรรจานอร่อยมาให้ทานจากวัตถุดิบชั้นดีที่มีในแต่ละวันนั่นเอง ด้วยจำนวนโต๊ะที่น้อย และความอร่อยที่เลื่องลือ ทำให้มีคนอยากมาลองชิมเป็นจำนวนมาก นั่นเป็นที่มาของการจองคิวล่วงหน้าที่เคยพีคถึงขนาดต้องรอคิวกันเป็นปีเลยทีเดียว

ภาพโดย https://bellhub.wordpress.com/2013/02/07/jok-toh-deaw/
ตำรับจีนฝีมือเฮียจกนั้นอร่อยเด็ดอย่าบอกใคร สิ่งที่หลายคนพูดเหมือนกันก็คือวัตถุดิบที่ใช้นั้นสดใหม่และคุณภาพดีเยี่ยม โดยเฉพาะอาหารทะเลอย่างปลา หอย และปูซึ่งเป็นทีเด็ดสุดของร้าน เหตุที่เฮียจกสามารถหาวัตถุดิบชั้นดีได้นั้นเพราะครอบครัวทำกิจการส่งวัตถุดิบชั้นเยี่ยมต่างๆ ให้กับโรงแรมหรือภัตตาคารดังๆ มาไม่ต่ำกว่า 80 ปี แล้วนั่นเอง ทำให้เฮียรู้เรื่องวัตถุดิบทุกอย่างอย่างลึกซึ้ง การเปิดร้านอาหารนี้ก็เกิดจากความบังเอิญที่เพื่อนยุเพราะเห็นทำอาหารอร่อย ประกอบกับเคยออกรายการทีวีรายการหนึ่งหลังจากนั้นมีคนโทรมาอยากชิมจำนวนมาก ก็เลยตัดสินใจเปิดร้านอย่างจริงจังเมื่อปี พ.ศ.2556 นี่เอง ซึ่งระยะเวลาแค่ไม่ถึงสิบปีแต่ตำรับอร่อยกลับทำให้ชื่อของจกโต๊ะเดียวนั้นโด่งดังระดับโลกและกลายเป็นตำนานที่นักชิมทั่วโลกต้องมาชิมให้ได้สักครั้งในชีวิต
จานอร่อยในตำรับจกโต๊ะเดียวนั้นมีหลากหลายเมนู แต่เมนูที่พิเศษและถูกกล่าวขวัญมากที่สุดก็คือ “ข้าวผัดโบราณ” อันเป็นสูตรพิเศษในสไตล์เฮียจก นอกจากข้าวผัดสูตรนี้จะเป็นที่ถูกปากสำหรับทุกคนที่เคยมาชิมแล้ว เมนูนี้ยังถือเป็นเมนูที่สมเด็จพระเทพฯ ท่านโปรดปราณและทรงชื่นชมในรสชาติที่ไม่เหมือนใครอีกด้วย ปัจจุบันร้านของเฮียก็ยังมีคนรอต่อคิวชิมอยู่เป็นหางว่าว ถึงขนาดที่ว่าเว็บ Michelin Guide หยิบไปเขียนร่วมอยู่ในบทความ “ร้านอาหารที่คิวยาวที่สุดในกรุงเทพฯ” กันเลยทีเดียว แถมในไกด์ปีล่าสุดอย่าง Michelin Guide Bangkok 2019 นั้น จกโต๊ะเดียวก็ติดโผลิสต์ The Plate ที่การันตีแนะนำร้านอาหารอร่อยคุณภาพดี ปรุงอย่างพิถีพิถันอีกด้วย มาถึงตรงนี้จะไม่ยกให้เป็นสุดยอดตำรับอร่อยแห่งเยาวราชก็คงจะไม่ได้แล้ว สนใจอยากลิ้มลองของอร่อยในตำรับเฉพาะตัวนี้ดูบ้างรีบจองโต๊ะกันด่วนเลยที่โทร. 0-2221-4075
ยังมีความลับซ่อนอยู่ในเยาวราชอีกมากมาย ทั้งเรื่องเล่าเก่าแก่ ไปจนถึงเรื่องราวยุคใหม่ เสน่ห์ของ Chinatown เมืองไทยแห่งนี้ไม่มีวันจาง แล้วก็มักจะมีเสน่ห์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมออีกด้วย ที่สำคัญเยาวราชเปิดประตูต้อนรับให้ทุกคนเข้ามาสัมผัสเสมอ
Writer : ธาดา ราชกิจ
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Saturday, October 12, 2019 - 12:00
admintator for web Travellerbar.com
LEAVE A COMMENT