POSTED BY TRAVELBARADMIN | Saturday, October 12, 2019 - 12:22
นอกจากสมญานาม “ลา เรนา เดล พลาตา” ซึ่งหมายถึง “ราชินีแห่งแม่น้ำพลาตา” ที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้แล้ว “บัวโนสไอเรส” ยังได้รับฉายาว่า “ปารีสแห่งอเมริกาใต้” อันสะท้อนให้เห็นถึงกลิ่นอายของวัฒนธรรมยุโรปที่เข้มข้นอยู่ในรากลึก ไม่เพียงแต่สถาปัตยกรรมอันสง่างาม แต่ยังรวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของชนชั้นสูงในอดีต เช่น ความชื่นชอบในละครโอเปร่า ดินเนอร์ที่หรูหรา ฯลฯ แต่สิ่งที่ทำให้ “บัวโนสไอเรส” มีสีสันที่แตกต่างออกไปและอาจจะมีเสน่ห์ยิ่งกว่า คือชีพจรแห่งความหลงใหลการเต้นแทงโก้ และกีฬาฟุตบอล


บัวโนสไอเรส Cr.pic.: Sander CrombachบนUnsplash
“บัวโนสไอเรส” มีสถานะเป็นเมืองหลวง และเมืองท่าของประเทศอาร์เจนตินา ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทางใต้ของที่ราบลุ่มริโอเด ลาพลาตา (Río de la Plata) ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำ 3 สายไหลมาบรรจบกันเป็นอ่าวใหญ่ บนชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกาใต้ บัวโนสไอเรสรุ่งเรืองมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยเริ่มจากการเป็นอาณานิคมของสเปน ดึงดูดให้ชาวตะวันตกหลายชนชาติหลั่งไหลมาตั้งรกรากทำการค้า เราจึงได้เห็นสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปตั้งตระหง่านในทุกหัวมุมถนน บัวโนสไอเรสแบ่งเป็นเขตต่าง ๆ (Districts) ประมาณ 48 เขต ถ้าเรียกให้เข้าปากคนไทยก็คือ “ย่าน” ซึ่งแต่ละย่านก็ล้วนแต่มีเสน่ห์ที่อัดแน่นในทุกตารางนิ้ว ชาวอาร์เจนตินาเรียกเมืองนี้ว่า “กาปีตัล เฟเดรัล” (Capital Federal) เพื่อไม่ให้ สับสนกับชื่อรัฐบัวโนสไอเรส ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามาก
กรุงบัวโนสไอเรสคือจุดหมายที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุดในอเมริกาใต้ แต่ถ้าเปรียบกับละตินอเมริกาทั้งทวีป จะครองอันดับสอง เป็นรองแค่เม็กซิโกซิตี้ อิทธิพลจากภาพยนตร์เรื่อง “Evita” อาจจะทำให้บางคนอยากมายืนฮัมเพลง “Don’t Cry For Me Argentina” หน้าทำเนียบประธานาธิบดี หรือบางฉากในภาพยนตร์เรื่อง “Happy Together” ของผู้กำกับชาวจีน หว่องกาไว อาจจะทำให้บางคนตั้งใจวางแผนทริปยาว ๆ เพื่อมาตามหาอพาร์ตเม้นต์ที่เลสลี่จาง และเหลียงเฉาเหว่ยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน หรือโฉบไปนั่งตามบาร์และร้านกาแฟที่ทั้งสองคนเคยไปสิงสถิต ค่ากินเที่ยวในบัวโนสไอเรสนั้นไม่แพงเท่าไร อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับ 37 เปโซอาร์เจนตินาโดยประมาณ แต่การไปถึงที่นั่นได้ ต้องเตรียมใจ เตรียมเวลา เตรียมเงินไม่น้อยกับค่าเครื่องบิน เฉพาะการเดินทางอาจจะต้องเผื่อไว้ 4 วัน เนื่องจากช่วงเวลาบินจากกรุงเทพฯ ถึงบัวโนสไอเรสกินเวลาตั้งแต่ 29-44 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบิน แต่ถ้าดินแดนแห่งนี้คือเมืองในฝันของคุณแล้วล่ะก็ อย่าให้มีสิ่งใดมาเปลี่ยนความตั้งใจ และขอให้การไปเยือนบัวโนสไอเรสของคุณสัมผัสได้ถึงลีลาอันเร้าใจที่จะจารึกไว้ในทุกมิติของความทรงจำ


ซาน เตลโม (San Telmo) Cr.pic.: Sasha •เรื่องราวบนUnsplash
ซาน เตลโม คือย่านเมืองเก่าที่ชาวสเปนเคยมาตั้งหลักแหล่งในยุคอาณานิคม เนื่องจากเป็นเขตที่อยู่ใกล้กับท่าเรือ คุณจะได้เห็นตึกรามบ้านช่องที่สวยงามตามแบบสถาปัตยกรรมยุโรป ถนนที่ปูหินเป็นก้อน ๆ ฝังไว้ในพื้นที่เรียกว่า “Cobblestone” ซึ่งชวนให้คิดถึงรถม้า และเสียงฝีเท้าม้ากุบกับ ๆ ปัจจุบันย่านนี้กลายเป็นแหล่งรื่นรมย์ทางศิลปวัฒนธรรม มีแกลเลอรี พิพิธภัณฑ์ พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ จนเรียกได้ว่าเป็นเมกกะของศิลปะร่วมสมัยในอาร์เจนตินา ที่นี่ยังเป็นแหล่งช็อปปิ้งซื้อหาของที่ระลึกในร้านค้าบริเวณลานอาคารยุคอาณานิคม คุณสามารถเดินชมตลาดงานฝีมือในย่านประวัติศาสตร์ หาซื้อของสะสม ของวินเทจ ฟังการแสดงดนตรีสด ชมการแสดงแทงโก้เปิดหมวก และย่านนี้ยังมีคลับแทงโก้ดี ๆ นับสิบแห่ง ที่เก่าแก่ที่สุดเห็นจะเป็น “Bar Sur” ที่นักเต้นแทงโก้ไม่ได้ไปเต้นบนเวที หากลงมาวาดลวดลายกันบนพื้นฟลอร์กระเบื้องขาวดำที่ให้อารมณ์คลาสสิคเหมือนดูภาพยนตร์ยุคขาว-ดำ สาวกหว่องกาไวโปรดทราบ “Bar Sur” คือฉากสำคัญในเรื่อง “Happy Together” ที่นี่คือที่ทำงานของตัวเอกในเรื่อง ที่นี่มีค่าเข้าชมตามสมควร แต่รับรองว่าคุ้มค่ากับประสบการณ์ที่ได้รับ หลังจากเดินชมอาคารบ้านเรือนสวย ๆ สไตล์โคโลเนียลในย่านนี้จนเมื่อยขา
ถ้าหายเมื่อยแล้วอยากไปเดินช็อปปิ้งในบรรยากาศตลาดเก่า ลองไปที่ “Mercado de San Telmo” เสาร์-อาทิตย์น่าจะเป็นจังหวะเหมาะสำหรับการมาย่านนี้
มอนเซอร์รัต (Monserrat)
นี่คืออีกย่านประวัติศาสตร์ที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวนับตั้งแต่ช่วงอาณานิคม เป็นจุดเริ่มต้นของการสถาปนา “บัวโนสไอเรส” ในปี ค.ศ.1580 เมื่อตัวแทนกษัตริย์สเปน นามว่านายพล Juan de Garay ได้เดินทางมาถึงที่นี่ จากนั้นสายลมแห่งความเจริญจากฝั่งยุโรปก็หอบพัดผู้คนมากหน้าหลายตาและเรือขนส่งสินค้าไปยังอาร์เจนตินา ซึ่งในอดีตนั้นมีแต่ชาวพื้นเมืองอินเดียนแดงอาศัยอยู่ จนกระทั่งในปี ค.ศ.1712 เริ่มมีการสร้างโบสถ์ Saint Ignatius ซึ่งเป็นโบสถ์โรมันคาธอลิกที่เก่าแก่ที่สุดในบัวโนสไอเรส ตรงไปยัง Illuminated Block คุณจะรู้สึกราวกับหลุดเข้ามาอยู่ในยุคศตวรรษที่ 17 ด้วยละแวกนี้เป็นที่ตั้งของโบสถ์เก่าแก่ ในสถาปัตยกรรมแบบบาโร้ก สถานศึกษา โรงหมอยาในอดีต อนุสาวรีย์ ฯลฯ

Casa Rosada Cr.pic.: Shutterstock
ย่านมอนเซอร์รัต ยังมีสถานที่ห้ามพลาดอีกหลายจุด นับตั้งแต่ระเบียงของ “คาซา โรซาดา” (Casa Rosada) ซึ่งเป็นทำเนียบของประธานาธิบดีที่มีสีชมพูโดดเด่นชวนให้ระลึกถึงฉากสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง “Evita” ที่ เอวา เปรอง โบกมือทักทายประชาชน จากนั้นลองไปที่จัตุรัส “พลาซา เด มาโย” (Plaza de Mayo) แล้วจินตนาการไปในปี ค.ศ.1952
หลังจากที่ข่าวของมาดามเอวา เปรอง ซึ่งเสียชีวิตด้วยมะเร็งในมดลูกเมื่ออายุได้เพียง 33 ปี เผยแพร่ไปตามสถานีวิทยุ ประชาชนหลายหมื่นคน ได้เดินทางมารวมตัวกันที่จัตุรัสแห่งนี้ เพื่อไว้อาลัยให้กับเธออย่างมืดฟ้ามัวดิน ชีวิตของเธอช่างเหมือนกับเทพนิยาย จากนักแสดงหญิงยากจนในชนบท ได้แต่งงานกับประธานาธิบดีฮวน เปรอง และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสตรีหมายเลข 1 ของอาร์เจนตินา จนกลายเป็นกระบอกเสียงให้กับชนชั้นแรงงานในเวลาต่อมา
คุณสามารถเดินทางไปเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์เอวิต้า เปรอง” ได้ที่ย่านปาเลอร์โม (Palermo)

ลา รีโคเลตา (Recoetta) Cr.pic.: https://www.vrbo.com
ย่านผู้ดีเก่ายุโรปที่เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน เป็นย่านสีสันทางวัฒนธรรมของบัวโนสไอเรสเลยก็ว่าได้ คุณจะได้เห็นอาคารยุคปี 1950’s เรียงรายไปกับเสน่ห์ของพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ในยุคศตวรรษที่ 20 สถานที่สำคัญ ได้แก่ “สุสานรีโคเลตา” (Recoleta Cemetery) ซึ่งเป็นที่ฝังศพของบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น เอวา เปรอง ต่อมาในปี ค.ศ. 2011 บีบีซีได้จัดอันดับให้ที่นี่เป็นหนึ่งในสุสานที่ดีที่สุดในโลก และในปี ค.ศ. 2013 ซีเอ็นเอ็นก็จัดอันดับให้ที่นี่เป็น 1 ใน 10 สุสานที่สวยที่สุดในโลก
National Museum of Decorative Art Cr.pic.: batravelguide.com
ความมั่งคั่งของชนชั้นสูงในสังคมอาร์เจนตินาในอดีตสะท้อนให้เห็นจากการสะสมงานศิลปะ “พิพิธภัณฑ์มัณฑนศิลป์แห่งชาติ” (National Museum of Decorative Art) คืออดีตคฤหาสน์ของ Matías Errazúriz อดีตเอกอัครราชทูตอาร์เจนตินาที่เคยไปประจำอยู่ฝรั่งเศสหลายปี เขาได้จำลองความงดงามของพระราชวังแวร์ซาย ในฝรั่งเศสมาไว้ที่นี่ พร้อมทั้งขนซื้อของตกแต่งที่หรูหรา ของสะสมแอนทีค ประติมากรรม รวมทั้งภาพวาดจากปลายพู่กันจิตรกรก้องโลกมาเป็นกุรุส ภายในแมนชั่นออกแบบให้แยกสัดส่วนเป็นห้องทำงานสำหรับผู้ชาย ห้องรับแขก ห้องอาหารส่วนกลางขนาดใหญ่ ห้องสังสรรค์สำหรับผู้หญิง และห้องจัดเลี้ยงสำหรับงานเต้นรำ หลังจากที่ภรรยาเจ้าของบ้านเสียชีวิตลง Matías Errazúriz จึงยกคฤหาสน์หลังนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ของชาติ ตามคำแนะนำของลูก ๆ ซึ่งไม่ได้หวงสมบัติเลย ดูรายละเอียดได้ในเว็บไซต์ www.mnad.org
นอกจากนี้ยังมี “พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์แห่งชาติ” (National Museum of Fine Arts) ที่จัดแสดงงานผลงานศิลปะชิ้นพิเศษกว่า 12,000 ชิ้น ทั้งผลงานศิลปะของยุโรปในศตวรรษที่ 19 และศิลปะอาร์เจนตินา ผลงานทุกชิ้นรวมทั้งตัวอาคารได้รับการดูแลอย่างดี จากเจ้าหน้าที่ที่ใส่ใจในการฟื้นฟูอนุรักษ์งานศิลปะ ที่นี่เข้าชมฟรี

Teatro Colón Cr.pic.: parabuenosaires.com
จากจุดนี้ หากคุณต้องการกลับเข้ามาในเมือง ให้เดินไปตามถนน Avenida 9 de Julio ได้ชื่อว่าเป็นถนนที่กว้างที่สุดในโลก ลองหาโอกาสไปฟังเพลงโอเปร่า ณ โรงละคร “อาโตร โคลอน” (Teatro Colón) หนึ่งในโอเปร่าเฮ้าส์ที่ดีที่สุดในโลก สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1857 มีการปิดปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 2006 และเปิดให้บริการอีกครั้งในปี ค.ศ. 2010 ภายในโรงละครมีการตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม โดยเนชันแนลจีโอกราฟฟิก บันทึกไว้ว่าเป็นโรงละครที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และติด 1 ใน5 ของสถานที่แสดงคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดในโลก

Cafe Tortoni Cr.pic.: https://www.facebook.com/grancafetortoni/
ชมโอเปร่ากันแล้ว ลองไปเข้าคิวซื้อบัตรชมระบำแทงโก้ หรือจิบเครื่องดื่มที่ “คาเฟ่ ตอร์โตนี” (Cafe Tortoni) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของท้องถิ่นมากว่า 150 ปี ร้านกาแฟแห่งนี้ ยังอยู่ใกล้กับ “เอล คาบิลโด” (The Buenos Aires Cabildo)
ซึ่งเป็นศาลากลางเมืองเก่าสไตล์อาณานิคมสเปน หอระฆังของศาลากลางตั้งหันไปยังมหาวิหารเมโทรโพลิทัน และจัตุรัสพลาซา เด มาโย

Palace of the Argentine National Congress Cr.pic.: Shutterstock
เรทิโร (Retiro)
ย่านเรทิโร เป็นย่านที่ขยับขยายออกมาจากเขตเมืองเก่าซึ่งบริเวณนี้ในอดีตเคยเป็นทะเลมาก่อน จุดเริ่มต้นของความเจริญย้อนหลังไปในราวปี ค.ศ.1800 ได้มีการสร้างสนามสู้วัวกระทิงขึ้น ชื่อว่า “พลาซ่า เด โทรอส” (Plaza de Toros) หลังจากนั้นมหาเศรษฐีก็ตามมาสร้างคฤหาสน์กันในย่านนี้ รวมไปถึงบริษัท องค์กรสำคัญ ๆ ที่กุมอำนาจด้านเศรษฐกิจ แลนด์มาร์กอันโดดเด่นที่คุณจะเห็นในย่านนี้คือ “พลาซ่า ซาน มาร์ติน” (Plaza San Martin) อนุสาวรีย์ของผู้นำ “การปฏิวัติเดือนพฤษภาคม” นามว่า โฆเซ เด ซาน มาร์ติน หนึ่งในวีรบุรุษคนสำคัญของอาร์เจนตินา ผู้เก่งกาจในด้านการวางกลยุทธ์และการทหาร จนทำให้อาร์เจนตินา และเปรู ได้ปลดแอกดินแดนทั้งสองแห่งจากการเป็นอาณานิคมของสเปนได้ ในช่วงปี ค.ศ.1822 ชาวอาร์เจนตินาจึงสร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นที่ระลึกให้กับท่านผู้นำการกอบกู้อิสรภาพ เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว อย่าลืมวำไปวรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงครามฟอล์คแลนด์ที่ “สุสานสงครามฟอล์คแลนด์” (Argentine Military Cemetery) ก่อนจะไปชมอาคารสภาคองเกรส (Palace of the Argentine National Congress) ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

Caminito Cr.pic.: http://5-five-5.blogspot.com
ลา โบคา (La boca)
หากคุณจินตนาการว่าบัวโนสไอเรส มีสีสันร้อนแรงแบบละตินอเมริกาล่ะก็ผิดถนัด เพราะตัวตนที่แท้จริงของบัวโนสไอเรสคือชาวยุโรป แต่ถ้าคุณอยากเห็นสีสันให้ไปยังย่าน ลา โบคา คุณจะไม่ผิดหวัง นี่คือย่านที่เจิดจ้าที่สุดในบัวโนสไอเรส เดิมทีเป็นย่านที่ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย มาอาศัยอยู่มากมาย หลายชนชาติ รัฐบาลอาร์เจนตินา จึงชุบชีวิตย่านนี้ขึ้นมาใหม่ต่อจากความตั้งใจเดิมของจิตรกรชื่อดังแห่งอาร์เจนตินา Benito Quinquela Martín ซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียง เขาได้มาทาสีพาสเทลให้กับกำแพงว่าง ๆ ในย่านนี้ในปี 1957 ก่อนจะถูกสร้างแทนที่ด้วยโรงละครในเวลาต่อมา

การเต้นแทงโก้ต้นกำเนิดจากย่านนี้ Cr.pic.:Shutterstock
จุดเด่นของย่านนี้คือ “เอล คามินิโต” (Caminito) ซึ่งเป็นถนนคนเดินที่โด่งดังที่สุดของอาร์เจนตินา คุณจะเห็นอาคารทุกหลังสดใสด้วยสีที่สดที่สุดทุกเฉด เกินกว่าจะจินตนาการได้ว่าหมดสีไปกี่กระป๋อง ประกอบกับร้านขายของก็ยังเลือกสรรงานฝีมือ ภาพวาดที่มีสีสัน มาจำหน่าย แนะนำให้ไปรับประทานมื้อเที่ยงแบบอัลเฟรสโก้สักมื้อ ที่ตั้งโต๊ะกลางทางเดิน ตามซุ้มร้านอาหารทะเลซึ่งมีหลายซุ้ม อร่อยกับอาหาร อิ่มกับบรรยากาศ รับลมสบาย ๆ ที่พัดมาจากแถบท่าเรือลาโบคา รื่นรมย์ชมการเคลื่อนไหวของผู้คนดุจ Happening Arts โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเต้นแทงโก้ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากย่านนี้
ที่ท่าเรือ ยังมี “ลา บอมโบเนรา สเตเดียม” (La Bombonera) สนามฟุตบอลที่นักฟุตบอลในตำนานอย่างดิเอโก มาราโดนา เริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลระดับตำนานโลกจากที่นี่
ปัวร์โตมาเดโร (Puerto Madero)

ย่านนี้คือท่าเรือเปอร์โต มาเดโร ซึ่งเป็นท่าเรือโบราณแห่งบัวโนสไอเรส ที่พัฒนาขึ้นใหม่ มีสวนสาธารณะทันสมัย สถาปัตยกรรมร่วมสมัย และประติมากรรมเท่ ๆ เติมเต็มเสน่ห์ของความรุ่งโรจน์ที่ยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน คุณจะได้เห็นสะพานผู้หญิง (Woman’s Bridge) ซึ่งเป็นสะพานแขวนที่บางเฉียบออกแบบได้อย่างสุดเก๋ ย่านนี้ผสมผสานความทันสมัยของเมืองด้วยร้านอาหารหลากหลาย ตั้งแต่ระดับราคาแพงระยับจนไปถึงร้านสาขาจากฝั่งอเมริกา นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของอพาร์ตเมนท์และโรงแรมราคาแพง ใกล้ ๆ กันมีอ่างเก็บน้ำ “เดอะรีเซอว่า อีโคโลจิกา คอสทานีรา” (Costanera Sur Ecological Reserve) ซึ่งเป็นอีกทางเลือกของการพักผ่อนหย่อนใจสำหรับผู้ที่รักธรรมชาติ
จบท้ายวันอันแสนเร้าใจ ด้วยการเดินเล่นยามเย็นที่นี่ ก่อนจะไปรับประทานอาหารเย็นที่เสิร์ฟกันเกือบ 4 ทุ่มตามอย่างสเปน แน่นอนว่าในเมืองที่ไม่หลับใหลเช่นนี้ คุณสามารถสนุกกับการเต้นรำกันได้จนพระอาทิตย์ขึ้นทีเดียว
How to get there :
ระยะเวลาบินตั้งแต่ 32 - 46 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินที่เลือก และการต่อเครื่อง
Where to Stay :
สนใจที่พักอารมณ์หรูหรา อารมณ์คฤหาสน์ในยุโรป ขอแนะนำ
โรงแรมเก๋ ๆ มีดีไซน์ ขอแนะนำ
อบอุ่นเหมือนบ้าน
พักผ่อนแบบเซเลบริตี้ ในสีสันฮอลลีวูด
When to Go :
บัวโนสไอเรสเป็นเมืองที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ย 22.7 องศาเซลเซียส เดือนที่อากาศเย็นสบายคือมิถุนายน ถึงสิงหาคม อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 15-19 องศาเซลเซียส
Travel Tips :
Where to Shop :
What to Eat :
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Saturday, October 12, 2019 - 12:22
admintator for web Travellerbar.com
LEAVE A COMMENT