Freshness of Borneo

POSTED BY TRAVELBARADMIN | Monday, October 07, 2019 - 18:28

ความสดชื่นที่มอบให้จากบอร์เนียว

เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2019 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีอินโดนีเซียได้ออกมาประกาศว่า ประเทศอินโดนีเซียจะย้ายเมืองหลวงจากที่ตั้งปัจจุบัน คือ กรุงจาการ์ต้า (Jakarta) บนเกาะชวา (Java Island) ไปสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ขึ้นในเขตกาลิมันตัน (Kalimantan) บนเกาะบอร์เนียว (Borneo) แทน โดยประธานาธิบดีให้เหตุผลว่าจาการ์ต้าเป็นเมืองใหญ่ที่แออัดจนเกินไปแล้ว ขยับขยายได้ยาก การพัฒนากระจุกตัว ประชากรหนาแน่น การจราจรติดขัด อีกทั้งมีปัญหามากมาย โดยเฉพาะปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมเรื้อรัง ด้วยความที่จาการ์ต้ามีแม่น้ำถึง 13 สายไหลผ่าน แถมแผ่นดินมีอัตราการทรุดตัวอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ โดยมีการคาดการณ์ว่าพื้นที่ทางตอนเหนือของจาการ์ตาที่ติดกับทะเลชวานั้นจะจมหายไปภายในปี ค.ศ.2050 นี้อีกด้วย อีกปัญหาใหญ่ที่น่ากลัวก็คือความเสี่ยงกับแผ่นดินไหวเพราะเกาะชวาตั้งอยู่บนแนวเขตวงแหวนแห่งไฟ (The Ring of Fire) ซึ่งเป็นแนวแผ่นดินไหวที่สำคัญของโลก

สภาพธรรมชาติที่สมบูรณ์ของเกาะบอร์เนียว ในเขต Kalimantan Selatan, Cr.pic.: ShutterStock

การตัดสินใจย้ายเมืองหลวงใหม่ของอินโดนีเซียครั้งนี้ทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจในประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็ทำให้ทั่วโลกได้รู้จักกับเกาะบอร์เนียวมากขึ้นด้วย หลังจากที่มีการประกาศย้ายเมืองหลวงครั้งนี้ก็ทำให้หลายคนเริ่มค้นหาและทำความรู้จักกับเกาะบอร์เนียว โดยเฉพาะในเรื่องการท่องเที่ยวที่เริ่มทำให้หลายคนอยากมาเยือน

เกาะมหัศจรรย์แห่งเอเชีย

Kundasang เมืองที่สวยงามด้วยธรรมชาติ และมีเทือกเขาสูงที่ธรรมชาติสมบูรณ์, sabah, malaysia,  Cr.pic.: Shutterstock

ก่อนที่เราจะพาไปเที่ยวเกาะบอร์เนียวในมุมมองต่างๆ เรามาทำความรู้จักกับเกาะนี้กันแบบเบื้องต้นก่อนดีกว่า หลายคนอาจจะยังไม่เคยทราบว่าเกาะบอร์เนียวนั้นถือเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย และยังเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากเกาะกรีนแลนด์ (Greenland) และ นิวกินี (New Guinea) เกาะบอร์เนียวนี้เป็นที่ตั้งของ 3 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ อินโดนีเซีย ซึ่งกินพื้นที่กว่า 73% ของเกาะ, มาเลเซีย (ในส่วนของรัฐซาบะฮ์ (Sabah) และ ซาราวัก (Sarawak)) ที่มีพื้นที่ราว 26% ของเกาะ และ บรูไน ประเทศเล็กๆ ที่กินพื้นที่เพียง 1% ของเกาะเท่านั้น

Sarawak, Malaysia, Cr.pic.: Deva Darshan on Unsplash

อันที่จริงแล้วเกาะบอร์เนียวก็มีชื่อเสียงหลายด้านที่หลายคนรู้จักกันดี โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ซึ่งบนเกาะนี้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ด้วยระบบนิเวศที่ยังคงสมบูรณ์มาก แถมยังมีความหลากหลายทางธรรมชาติมากมายอีกด้วย บอร์เนียวจึงเป็นหนึ่งในแหล่งที่มีอากาศบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก บนเกาะบอร์เนียวนี้เต็มไปด้วยป่าไม้อันสมบูรณ์ ป่าดงดิบที่ยังไม่ได้รับการรบกวนจากมนุษย์มากนัก แถมยังได้ชื่อว่าที่นี่เป็นหนึ่งในป่าฝน (Rainforests) ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย

ไหนๆ เกาะบอร์เนียวก็เป็นที่ตั้งของ 3 ประเทศแห่งอาเซียนแล้ว การท่องเที่ยวเกาะบอร์เนียวในคราวนี้เราเลยอยากแนะนำสิ่งที่น่าสนใจบนเกาะนี้ ซึ่งกระจายอยู่ในทุกประเทศให้ได้สัมผัสเสน่ห์กัน เรียกได้ว่าบินมาเที่ยวครั้งเดียวเที่ยวได้ 3 ประเทศกันเลยทีเดียว รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในบริเวณที่ตั้งของเมืองหลวงใหม่ของประเทศอินโดนีเซียในอนาคตด้วย เพราะแน่นอนว่าใครๆ ก็คงอยากมาเที่ยวและทำความรู้จักกับเมืองหลวงใหม่แห่งนี้แน่นอน

พระเอกแห่งบอร์เนียว

Mount Kinabalu , Cr.pic.: Ling Tang on Unsplash

แหล่งท่องเที่ยวซึ่งเป็นที่รู้จักและโดดเด่นมากที่สุดของเกาะนี้คงต้องยกให้ภูเขาคินาบาลู (Mount Kinabalu) ที่นอกจากรูปทรงของภูเขาจะสวยงามโดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์แล้วด้านบนของยอดเขาก็ถือว่าเป็นทิวทัศน์ที่โดดเด่นแปลกตา และถือว่าเป็นวิวบนยอดเขาที่สวยที่สุดอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งคินาบาลูนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของนักเดินป่าปีนเขาทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นทั่วโลกใฝ่ฝันที่จะมาให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิตเช่นกัน

Kinabalu Park , Cr.pic.: Shutterstock

ภูเขาคินาบาลูนี้ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคินาบาลู (Kinabalu Park) ทางตอนเหนือสุดของเกาะบอร์เนียว ในเขตรัฐซาบะฮ์ ของมาเลเซีย แล้วก็ยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก (UNESCO World Heritage Site) จากองค์กรยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ.2000 เป็นมรดกโลกแห่งแรกของมาเลเซียอีกด้วย ยอดเขาสูงสุดของภูเขาคินาบาลูนั้นอยู่ที่ระดับ 4,095 เมตร ถือว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเกาะบอร์เนียว และเป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทางพิชิตยอดเขาคินาบาลู, Cr.pic.: Mahosadha Ong on Unsplash

สำหรับใครที่อยากไปพิชิตยอดเขาคินาบาลูบ้างนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเป็นนักปีนเขามืออาชีพหรือนักท่องป่าผู้มีประสบการณ์แต่อย่างใด เพราะการพิชิตยอดเขานี้มีเส้นทางที่เรียกว่าเวียเฟอร์ราตา (Via Ferrata เป็นภาษาอิตาลีที่แปลว่าเส้นทางแห่งเหล็ก) ซึ่งจะมีการติดตั้งราว วงแหวนเหล็ก สายเคเบิลยึดติดกับหน้าผาเอาไว้ เพื่อที่จะช่วยอำนวยความสะดวกรวมถึงป้องกันความปลอดภัยให้ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ปีนเขานักสามารถที่จะปีนขึ้นไปบนยอดเขาได้ ซึ่งเส้นทางเวียเฟอร์ราตานั้นมีอยู่กว่า 300 เส้นทางทั่วโลก และที่คินาบาลูนี้ถือเป็นเส้นทางแรกในเอเชีย แล้วก็ยังเป็นเส้นทางเวียเฟอร์ราตาที่ติดตั้งอยู่ระดับสูงที่สุดในโลกอีกด้วย

เสน่ห์ของคินาบาลูก็คือธรรมชาติที่สวยงามสมบูรณ์ หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้อุทยานแห่งชาติคินาบาลูได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนี้ก็เพราะว่าผืนป่าบริเวณนี้เป็นหนึ่งในแหล่งนิเวศวิทยาที่สำคัญของโลก มีความหลากหลายทางธรรมชาติตั้งแต่พันธุ์พืชไปจนถึงสปีชี่ของสัตว์ต่างๆ ที่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว การเดินป่าที่ได้สัมผัสธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์นี้เป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนประทับใจที่สุดก็คือการไต่ขึ้นไปถึงยอดสูงสุดของภูเขาที่ด้านบนนั้นเป็นลานหินกว้างมียอดแหลมที่เป็นเอกลักษณ์ และนั่นคือประสบการณ์ของวิวที่งดงามล้ำค่าไม่เหมือนใคร

รากอันมีเอกลักษณ์

Brunei, Cr.pic.:  bruneitourism.com

บนเกาะบอร์เนียวนี้เต็มไปด้วยชุมชนตลอดจนชนท้องถิ่นมากมายหลากหลายรูปแบบ แต่หนึ่งในชุมชนที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกก็คือ กัมปงอายเย่อร์ (Kampong Ayer) ชุมชนที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน (Bandar Seri Begawan) เมืองหลวงแห่งบรูไนนั่นเอง

กัมปงอายเย่อร์ถ้าแปลตามภาษามาเลย์จะหมายความว่า “หมู่บ้านกลางน้ำ (Water Village)” นั่นเอง ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้จะตั้งชุมชนอยู่เหนือแม่น้ำบรูไน (Brunei River) โดยจะเป็นบ้านเรือนเรียงชิดติดๆ กันและปักเสายึดให้มั่นคงลงไปยังพื้นดินก้นแม่น้ำ อันที่จริงแล้วกัมปงอายเย่อร์เป็นภาพรวมของชุมชนใหญ่ซึ่งจริงๆ แล้วชุมชนแห่งนี้มีหมู่บ้านย่อยๆ ที่แบ่งออกไปถึงกว่า 42 หมู่บ้าน แล้วทุกหมู่บ้านนั้นเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินเท้าที่มีทั้งทางเดินสายหลักและตรอกซอกซอยมากมายวัดได้รวมกันถึงกว่า 38 กิโลเมตรเลยทีเดียว และนั่นก็ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการบันทึกไว้ว่าเป็นชุมชนเหนือน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

เหตุที่ยังคงมีการอนุรักษ์ชุมชนนี้ไว้ก็เพราะว่านี่ไม่ใช่การตั้งถิ่นฐานรุกล้ำน่านน้ำอย่างปัญหาสังคมของประเทศที่กำลังพัฒนาในยุคปัจจุบัน หากแต่กัมปงอายเย่อร์นั้นถือเป็นวัฒนธรรมเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่มีประวัติศาสตร์ตั้งถิ่นฐานนี้มายาวนานกว่า 1,500 ปีเลยทีเดียว แล้วก็สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันเก่าแก่นี้มาจนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งกัมปงอายเย่อร์นี้เองที่ถือเป็นการตั้งถิ่นฐานแรกเริ่มที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนามาเป็นประเทศบรูไนในปัจจุบัน

ทุกวันนี้มีประชากรชาวบรูไนกว่า 30,000 คนอาศัยอยู่ในกัมปงอายเย่อร์นี้ ซึ่งคิดเป็นประชากรราว 10% ของประชากรทั้งหมดในบรูไน ชุมชนนั้นไม่ได้มีแต่เพียงที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่มีตั้งแต่โรงเรียน, มัสยิด, โรงพยาบาล, สถานีตำรวจ, สถานีดับเพลิง, ไปจนถึงสำนักงานราชการต่างๆ อีกด้วย นักท่องเที่ยวทั้งหลายสามารถแวะไปเยี่ยมเยือนชุมชนกลางน้ำที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวนี้ได้ โดยสามารถเดินไปตามสะพานไม้เชื่อมชุมชนต่างๆ หรือใช้บริการเรือยนต์รับจ้างก็ได้ วิถีชีวิตในกัมปงอายเย่อร์ยังคงสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่นและมีเอกลักษณ์ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว รากแห่งบรูไนนี้ยังคงเป็นความภาคภูมิใจหนึ่งของชนชาติเสมอมา และเป็นสิ่งที่ชาวบรูไหนยังคงร่วมกันอนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

ศรัทธาอันงดงาม

Omar Ali Saifuddien Mosque, Cr.pic.: bruneitourism.com

ไม่ไกลจากกัมปงอายเย่อร์มากนักเป็นที่ตั้งของศาสนสถานที่โดดเด่นแห่งหนึ่งของบรูไนนั่นก็คือ “มัสยิดโอมาร์อาลีไซฟัดดิน (Omar Ali Saifuddien Mosque)” ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงบันดาร์เสรีเบกาวันนั่นเอง มัสยิดแห่งนี้ถูกออกแบบไว้อย่างโดดเด่นตั้งแต่แปลนมุมสูงที่มองลงมาจากฟากฟ้าไปจนถึงสถาปัตยกรรมที่งดงามล้ำค่าเลยทีเดียว จนได้รับการยกย่องว่านี่คือหนึ่งในมัสยิดที่สวยที่สุดในเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย

มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับ สุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟัดดิน ที่ 3 สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 28 ของบรูไน สถาปัตยกรรมนั้นสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมโมกุล (Mughal architecture) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งที่พัฒนามาจากสถาปัตยกรรมอินโด-อิสลามที่เจริญรุ่งเรืองในช่วงคริสตศตวรรษที่ 16-18 ผสมผสานสไตล์มาเลย์เข้าไปอย่างลงตัว ตัวอาคารนั้นเป็นสถาปัตยกรรมแบบเรียบง่าย มีสีขาวบริสุทธิ์ แต่ใส่ใจในรายละเอียดของสถาปัตยกรรมเป็นอย่างมาก เอกลักษณ์ของมัสยิดแห่งนี้ก็คือโดมสีทองด้านบนที่สร้างความโดดเด่นงดงามทั้งในระยะใกล้และระยะไกล ผู้ที่ออกแบบนั้นก็คือ Rudolfo Nolli สถาปนิกชาวอิตาลีที่ฝากผลงานโดดเด่นมากมายไว้ในเอเชีย

เอกลักษณ์โดดเด่นอีกอย่างของมัสยิดแห่งนี้ก็คือการขุดบ่อน้ำด้านหน้าอาคารที่มีขอบบ่อเป็นรูปวงกลม พร้อมมีทางเชื่อมไปยังเรือพระราชพิธีจำลองที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบด้านหน้าด้วย ซึ่งตรงจุดนี้จะเป็นภาพสะท้อนน้ำที่งดงามมากทีเดียว นักท่องเที่ยวนั้นสามารถเยี่ยมชมมัสยิดแห่งนี้ได้เฉพาะภายนอกเท่านั้น ไม่อนุญาตให้เข้าไปภายในอาคาร แล้วก็ต้องแต่งกายสุภาพตามข้อกำหนดของศาสนาอิสลามด้วย

โลกใต้น้ำที่น่าตื่นตะลึง

Derawan Island, Photo by borneochannel.com

เป็นที่รู้กันแล้วว่าเมืองหลวงใหม่ของอินโดนีเซียนั้นจะย้ายมาอยู่ที่จังหวัดกาลิมันตันตะวันออก (East Kalimantan) ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกสุดของเกาะบอร์เนียวนั่นเอง ในจังหวัดนี้มีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจหลายรูปแบบเช่นกันโดยเฉพาะแหล่งดำน้ำที่โลกใต้ทะเลของที่นี่สวยงามสมบูรณ์ไม่แพ้ที่ไหนเช่นกัน แหล่งดำน้ำและท่องเที่ยวทะเลที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งนั้นก็ คือ หมู่เกาะเดราวัน (Derawan Island) ซึ่งประกอบไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยทั้งหมด 31 เกาะด้วยกัน โดยเกาะที่มีชื่อเสียงก็ได้แก่ เกาะเดราวัน (Derawan) ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของชาวประมง และเป็นที่ตั้งของที่พักหลายแห่ง รวมถึงมีแหล่งดำน้ำที่ขึ้นชื่อหลายจุด อีกเกาะที่โดดเด่นก็คือเกาะซังกาลากิ (Sangalaki) ที่เป็นแหล่งชุมนุมของบรรดากระเบนราหู (Manta) ที่โบยบินไปในโลกใต้ท้องทะเลอย่างสวยงามนั่นเอง

เกาะกากาบัน (Kakaban), Photo by indonesia.travel

อีกเกาะที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นมากๆ ก็คือ เกาะกากาบัน (Kakaban) ที่เป็นเกาะขนาดเล็กแต่มีทะเลสาบน้ำกร่อยขนาดใหญ่อยู่กลางเกาะโดยที่เมื่อก่อนทะเลสาบนี้ก็เชื่อมต่อกับทะเลด้านนอก แต่เมื่อเปลือกโลกเคลื่อนตัวมาปิดทางเข้าออกของน้ำทะเลก็เลยทำให้กลายเป็นทะเลสาบปิดขึ้นมานั่นเอง ความพิเศษของประสบการณ์ใต้น้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลกแถมยังเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครบนเกาะนี้ก็คือการลงไปดำน้ำร่วมกับแมงกระพรุนสีส้มละลานตามากมายซึ่งอาศัยอยู่ในทะเลสาบปิดจนทำให้มันกลายพันธุ์ ซึ่งความพิเศษของมันคือหยุดพัฒนาเข็มพิษเนื่องจากไม่มีศัตรูทางธรรมชาติแล้ว

แหล่งดำน้ำที่บริเวณหมู่เกาะเดราวันถือเป็นหนึ่งในแหล่งดำน้ำที่งดงาม มีความหลากหลายทางธรรมชาติใต้น้ำเป็นอย่างมาก ที่สำคัญทางการอินโดนีเซียมีระบบอนุรักษ์แหล่งปะการังนี้เป็นอย่างดี แถมยังได้รับความร่วมมือจากคนท้องถิ่นอย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย โดยชาวประมงในแถบพื้นที่นี้มักจะยังคงทำการประมงแบบดั้งเดิมอยู่นั่นคือใช้เบ็ดตกปลาแทนที่จะใช้อวนลากแบบอุตสาหกรรมที่ทำลายสภาพแวดล้อมทางทะเลมากกว่านั่นเอง

มัสยิดอันยิ่งใหญ่แห่งกาลิมันตันตะวันออก

มัสยิดศูนย์อิสลามิกซามารินดา, Photo by Arif Muhammad B,

เกาะบอร์เนียวถือเป็นเกาะแห่งศาสนาอิสลามเพราะทั้งสามประเทศต่างก็นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก ดังนั้นบนเกาะนี้จึงมีศาสนสถานตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก และสำหรับในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออกเองนั้นก็มีมัสยิดประจำท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันอย่าง “มัสยิดศูนย์อิสลามิกซามารินดา (Samarinda Islamic Center Mosque)” หรือที่รู้จักกันดีว่า “มัสยิดไบตูล มุตตาเควียน (Baitul Muttaqien Mosque)” ที่ตั้งอยู่ในเมืองซามารินดานั่นเอง

มัสยิดแห่งนี้งดงามยิ่งใหญ่อลังการ โดดเด่นด้วยหลังคาโดมมหึมาที่มีลวดลายอันประณีตตามวัฒนธรรมอิสลาม ซึ่งมัสยิดแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย แล้วก็เป็นศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวกาลิมันตันด้วยเช่นกัน

ดินแดนแห่งความหวัง

Borneo, Indonesia, Cr.pic.: Dominik Vanyi on Unsplash

สำหรับข้อมูลที่ชัดเจนล่าสุดนั้นเมืองหลวงใหม่ของอินโดนีเซียจะตั้งอยู่จังหวัดกาลิมันตันตะวันออก (East Kalimantan) อย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นการสร้างเมืองใหม่ขึ้นทั้งหมด ยังไม่มีการตั้งชื่อเมืองหลวงใหม่นี้อย่างเป็นทางการ แต่สำหรับตำแหน่งที่ตั้งนั้นจะอยู่คาบเกี่ยวระหว่างเมืองเปนาจามพาเซอร์รีเจนซีเหนือ (North Penajam Paser Regency) กับเมืองคูไตคาร์ตาเนการะรีเจนซี (Kutai Kartanegara Regency) ซึ่งทางอินโดนีเซียจะเริ่มก่อสร้างเมืองหลวงใหม่นี้ในปี ค.ศ.2020 นี้เลย โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 466 ล้านล้านรูเปียห์ (หรือ 9.9 แสนล้านบาท) ซึ่งรัฐบาลจะเป็นคนลงทุนประมาณ 19% และที่เหลือเป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชนในรูปแบบ Public Private Partnership (PPP) คาดว่าเมืองหลวงใหม่นี้จะแล้วเสร็จในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งก็คือปี ค.ศ.2025 นั่นเอง

คงต้องคอยดูต่อไปว่าเมืองหลวงใหม่ของอินโดนีเซียแห่งนี้จะมีชื่อว่าอะไร หน้าตาเป็นแบบไหน และมีอะไรน่าสนใจกันบ้าง รวมไปถึงมีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นมากมายในเมืองนี้แน่นอน แล้วที่นี่ก็จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่สำหรับนักเดินทางที่อยากมาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งเมืองสำคัญใหม่ของอาเซียนและโลกใบนี้ เราคงต้องรอคอยอย่างใจจดใจจ่อแล้วว่าเสน่ห์ใหม่ของเกาะบอร์เนียวแห่งนี้จะน่าหลงใหลเพียงใด

How to get there :

เที่ยวบินตรง

  • มีบริการเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ถึง เกาะบอร์เนียวเช่นกัน แต่จะต้องเลือกว่าจะบินไปจุดหมายปลายทางไหน แต่สำหรับจุดหมายปลายทางยอดนิยมนั้นก็คือ
    • โกตา คินาบาลู (Kota Kinabalu) / มาเลเซีย
      • AirAsia > กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – ท่าอากาศยานนานาชาติโกตาคินาบาลู
    • บันดาร์เสรีเบกาวัน (Bandar Seri Begawan) / บรูไน
      • Royal Brunei Airlines > กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – ท่าอากาศยานนานาชาติบรูไน

บินแบบต่อเครื่อง

  • การบินไปต่อเครื่องเพื่อเดินทางสู่เกาะบอร์เนียวนั้นมีให้บริการหลายสายการบิน โดยจุดที่นิยมต่อเครื่องและมีบริการบินมาเกาะบอร์เนียวก็ได้แก่
    • ท่าอากาศยานสิงคโปร์ชางงี (Singapore Changi Airport) / สิงคโปร์
    • ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur International Airport) / กัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย
    • ท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา Soekarno–Hatta International Airport / จาการ์ต้า, อินโดนีเซีย

Where to stay :

โกตา คินาบาลู / มาเลเซีย

บันดาร์เสรีเบกาวัน / บรูไน

กาลิมันตันตะวันออก / อินโดนีเซีย

When to go :

ฤดูกาล / ฤดูท่องเที่ยว

เกาะบอร์เนียวนั้นตั้งอยู่ในแถบเส้นศูนย์สูตรจึงมีภูมิอากาศในลักษณะร้อนชื้นโดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 24-32 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี สามารถแบ่งได้เป็น 2 ฤดูหลักๆ ก็คือ

  • ฤดูร้อน : ช่วงระหว่างเดือน พฤษภาคม-ตุลาคม
  • ฤดูฝน : ช่วงระหว่างเดือน พฤศจิกายน-เมษายน

travelbaradmin's picture

ABOUT THE AUTHOR

POSTED BY travelbaradmin | Monday, October 07, 2019 - 18:28


admintator for web Travellerbar.com


RELATED FEED

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 17:54

6 Coffee Houses in Amsterdam


LEAVE A COMMENT

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 12:44

คอร์ตอร์ ที่ซึ่งอดีตพบกับปัจจุบัน


LEAVE A COMMENT

POSTED BY travelbaradmin | Friday, April 05, 2024 - 12:35

ความสุขอวลไอในสายลมที่ซิดนีย์


LEAVE A COMMENT