POSTED BY TRAVELBARADMIN | Friday, September 20, 2019 - 16:41
แอฟริกาใต้...ความงามแห่งดินแดนอันแสนไกล
ถ้าพูดถึงแอฟริกาหลายคนอาจจะนึกถึงทวีปที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่า ทุ่งหญ้ามหึมา ไปจนถึงดินแดนที่ยังไม่ค่อยเจริญมากนัก นั่นอาจเป็นภาพจำส่วนใหญ่และอาจไม่ใช่ภาพของประเทศแอฟริกาใต้ (South Africa) ที่อยู่ทางตอนใต้สุดของทวีปอันมหึมานี้ ซึ่งเป็นดินแดนที่ถือว่าพัฒนาไม่แพ้เมืองใหญ่เมืองไหนของโลกเลยทีเดียว

แอฟริกาใต้ ภาพถ่ายโดยLina LoosบนUnsplash
วันนี้เราจะไปคุณไปค้นหาเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ซึ่งส่องประกายฉายแววเจิดจรัสขึ้นกว่าเดิมหลังจากที่สาวงามจากแอฟริกาใต้ Demi-Leigh Nel-Peters คว้ามงกุฎนางงามจักรวาลไปครองเมื่อปี ค.ศ.2017 แถมเธอยังเป็นนางงามจักรวาลที่รักและผูกพันกับประเทศไทยเป็นพิเศษ ต่อมาในปี ค.ศ.2018 สาวงามจากแอฟริกาใต้อย่าง Tamaryn Green ก็ยังมาคว้ามงกุฎรองนางงามจักรวาลในบ้านเราไปด้วย นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลที่ชวนให้เราไปค้นหาความงามในประเทศนี้

เมืองเคปทาวน์ ภาพถ่ายโดยTim JohnsonบนUnsplash
แอฟริกาใต้มีขนาดประเทศใหญ่กว่าประเทศไทยราว 2.3 เท่า และมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 25 ของโลก โดยแบ่งการปกครองเป็น 9 เขตจังหวัด แต่ละจังหวัดก็จะมีเมืองหลวงเป็นของตนเองด้วย สำหรับประชากรในประเทศนั้นมีความหลากหลายมากที่ผสมผสานกันอยู่ ตั้งแต่ชนพื้นเมืองเผ่าต่างๆ ชาวตะวันตก ไปจนถึงชาวเอเชียด้วย จนทำให้ที่นี่มีภาษาราชการมากถึง 11 ภาษา แม้เราจะกล่าวได้ว่าแอฟริกาใต้เป็นประเทศพัฒนาในแบบเดียวกับประเทศแถบตะวันตก แต่เสน่ห์แบบดั้งเดิมของความเป็นแอฟริกันก็ยังคงมีอยู่ด้วยเช่นกัน ยิ่งทำให้ดินแดนแห่งนี้มีความน่าสนใจในหลากหลายมุมFโดยเฉพาะในด้านที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร

ชายหาดแห่งเมืองเคปทาวน์ ภาพถ่ายโดยCasey AllenบนUnsplash
เมืองหลวงที่น่าหลงใหล
เคปทาวน์ (Cape Town) คือชื่อของเมืองเด่นและเป็นจุดหมายท่องเที่ยวที่หลายคนรู้จัก ซึ่งแน่นอนว่าคนส่วนใหญ่คิดว่านี่คือเมืองหลวงของประเทศนี้กันแทบทั้งสิ้น แต่ความจริงแล้วเมืองหลวงของประเทศแอฟริกาใต้ก็คือกรุงพริทอเรีย (Pretoria) ที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครอง ศูนย์ราชการ และการบริหารประเทศทั้งหมด

กรุงพริทอเรีย ภาพถ่ายโดยRachel Martinเมื่อUnsplash
กรุงพริทอเรียมีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่นัก เป็นเมืองที่เรียกได้ว่ามีความเจริญพอสมควรทีเดียว แต่สำหรับเรื่องการท่องเที่ยวนั้นไม่ค่อยจะมีคนรู้จักเมืองนี้สักเท่าไร กลิ่นอายของเมืองหลวงแห่งนี้มีเสน่ห์แบบเมืองเก่า เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่หลายแห่ง หนึ่งในสถานที่ที่มีผู้ไปเยือนมากที่สุดนั้นก็คือ Union Buildings หรือทำเนียบประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้นั่นเอง ทำเนียบแห่งนี้สร้างเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อปี ค.ศ.1913 ในรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างสไตล์ Edwardian Architecture และ Cape Dutch Architecture ที่ดูเรียบง่ายแต่ใส่ใจรายละเอียด ตัวอาคารนั้นตั้งอยู่บนเนินที่สามารถมองเห็นวิวเมืองนี้ได้อย่างสวยงามทีเดียว ตัวทำเนียบนั้นไม่อนุญาตให้เข้าไปชมภายในแต่นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมอาคารจากภายนอกได้ ซึ่งจุดที่นิยมที่สุดอีกจุดหนึ่งก็คือบริเวณด้านหน้าอาคารที่จะมีสวนสาธารณะเล็กๆ พร้อมไฮไลต์สำคัญอย่างอนุสาวรีย์ของนายเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ผู้โด่งดังที่อยู่ในวาระระหว่างปี ค.ศ.1994-1999 นั่นเอง นอกจากท่านจะได้รับยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษคนสำคัญของประเทศแอฟริกาใต้แล้ว ท่านก็ยังถือเป็นปูชนียบุคคลสำคัญของโลก และเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเรียกร้องและรณรงค์เรื่องการเหยียดสีผิวที่ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกมากที่สุดคนหนึ่ง

สถาปัตยกรรมบ้านพักในแอฟริกา ภาพถ่ายโดยAshley JuriusบนUnsplash
ถึงแม้ว่ากรุงพริทอเรียอาจไม่ใช่จุดหมายลำดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวนัก แต่เมืองหลวงแห่งนี้ก็มีภาพจำอันงดงามที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และถือว่าเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ด้านท่องเที่ยวที่งดงามอย่างโดดเด่นทีเดียว ซึ่งภาพจำอันงดงามนั้นก็คือภาพของเมืองที่ปกคลุมไปด้วยดอกไม้สีม่วงทั่วทั้งเมือง ดอกที่บานสะพรั่งอย่างสวยงามนี้ก็ คือ ดอกจักราแรนด้า (Jacaranda) ที่ปลูกไปทั่วทั้งเมืองนั่นเอง ดอกไม้อันเป็นเอกลักษณ์นี้จะบานในฤดูใบไม้ผลิของทุกปีและน่าจะเป็นฤดูที่บรรยากาศสวยงามและโรแมนติกที่สุดเลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่าเป็นซากุระสีม่วงแห่งแดนใต้ก็คงไม่ผิดนัก ใครที่อยากมาชมความงดงามของซากุระสีม่วงแห่งแดนใต้ ควรมาเยือนในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีซึ่งจะเป็นช่วงที่ดอกไม้เริ่มผลิบานเต็มต้นแต้มสีม่วงไปทั่วทั้งบริเวณ และนั่นจะทำให้คุณตกหลุมรักเมืองหลวงแห่งนี้ตั้งแต่แรกเห็นในทันที

จักราแรนด้า (Jacaranda) ออกดอกสีม่วงไปทั้งเมือง Photo by Graham Astley
แหลมแห่งความโชคดี

แหลมกู๊ดโฮป ภาพถ่ายโดยMatthieu JoannonบนUnsplash
ทุกคนที่เคยผ่านการเรียนประวัติศาสตร์มาแล้วน่าจะเคยได้ยินชื่อของแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) หรือแหลมแห่งความโชคดีนี้กันเป็นอย่างดีแน่ๆ เพราะนี่คือจุดเช็คพอยท์สำคัญที่ใช้อ้างอิงจุดทางตอนใต้สุดของทวีปแอฟริกาสำหรับนักเดินเรือในอดีตนั่นเอง ถึงแม้ว่าแหลมนี้จะไม่ใช่แผ่นดินที่อยู่ใต้สุดจริงๆ แต่แหลมนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากจุดนั้นมากนัก ซึ่งเอกลักษณ์ของแหลมนี้ก็เป็นที่จดจำและสังเกตได้ชัดเจนกว่า ความสำคัญของแหลมนี้ในด้านภูมิศาสตร์อีกประการก็คือเป็นจุดบรรจบของสองมหาสมุทร นั่นคือ มหาสมุทรแอตแลนติกใต้ (South Atlantic Ocean) และมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean) นั่นจึงทำให้แหลมอันโด่งดังอันดับต้นๆ ของโลกแห่งนี้มีคนแวะมาเยี่ยมเยือนอยู่ไม่ขาดสาย จนขึ้นอันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศแอฟริกาใต้อีกด้วย

ทะเลที่บริสุทธิ์ในแอฟริกาใต้ ภาพถ่ายโดยWolfgang HasselmannบนUnsplash
ถัดจากแหลมอันมีชื่อเสียงของโลกไม่ไกลนักก็คือที่ตั้งของเมืองชายทะเลที่โด่งดังและสวยที่สุดเมืองหนึ่งของโลก ซึ่งเมืองนี้ก็คือเคปทาวน์ (Cape Town) นั่นเอง เมืองแห่งแหลมนี้ยังเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญของทวีปนี้และของโลกอีกด้วย จุดเด่นของเคปทาวน์นั้นคงต้องยกให้ภูมิประเทศที่งดงามระดับโลก ตัวเมืองนั้นตั้งอยู่ในชัยภูมิที่โดดเด่นโดยมีเบื้องหน้าเป็นทะเลและเบื้องหลังเป็นทิวเขาอันตระหง่าน ซึ่งทิวเขานี้ก็คือ Huriǂoaxa ที่เป็นภาษาท้องถิ่นแปลกว่า Rising from the sea

Huriǂoaxa หรือ Table Mountain Photo by Amazing Places on Our Planet
Huriǂoaxa นั้นมีชื่อเรียกง่ายๆ เป็นสากลว่า Table Mountain เหตุที่มีเชื่อเรียกอย่างนี้ก็เพราะว่าทิวเขาที่ตระหง่านอยู่เบื้องหลังเคปทาวน์นี้มีลักษณะเป็นภูเขายอดตัดที่แบนราบทั้งแนวคล้ายกับโต๊ะนั่นเอง และแน่นอนว่าบนยอดเขานั้นก็คือจุดที่ชมวิวเมืองนี้ได้สวยที่สุด ขึ้นชื่อที่สุด แถมยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเมืองนี้ที่ไม่มีใครพลาดมาเยือนด้วย การขึ้นไปด้านบนนั้นเราสามารถเดินเท้าปีขึ้นไปได้ หรือจะเลือกแบบสบายๆ ด้วยการนั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปก็ได้เช่นกัน ด้านบนนั้นทั้งวิวดีและอากาศดี สามารถมองเห็นเมืองเคปทาวน์ในมุมสูงได้อย่างสวยงามมาก จนมันทำให้ทิวเขา Table Mountain นี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลกในยุคใหม่ (New 7 Wonders of Nature) เลยทีเดียว
เคปทาวน์นั้นเป็นเมืองทันสมัยในแบบตะวันตก แถมยังมีเสน่ห์ในแบบเมืองชายหาดอีกด้วย ในตัวเมืองเคปทาวน์นั้นยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายแห่งน่าสนใจมากมาย รวมถึง Victoria & Alfred Waterfront หรือ V&A Waterfront ซึ่งเป็นท่าเรือที่เต็มไปด้วยกิจกรรม แหล่งช้อปปิ้ง และร้านอร่อยหลากหลาย ในสไตล์เมืองชายหาดที่มีเสน่ห์น่าแวะไปเยือน
ลุยซาฟารี

ชีวิตในซาฟารี ภาพถ่ายโดยGeorge GillamsบนUnsplash
มาถึงทวีปแอฟริกาทั้งทีจะไม่ลุยป่าซาฟารีก็คงเหมือนจะมาไม่ถึงดินแดนนี้อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าประเทศแอฟริกาใต้จะมีเมืองที่โดดเด่นมากกว่าแต่ก็มีป่าซาฟารีให้ลุยอยู่ด้วยเหมือนกัน หนึ่งในซาฟารีที่มีชื่อเสียงนั้นก็คืออุทยานแห่งชาติ Pilanesberg National Park ที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ถึงแม้ว่าพื้นที่จะเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับซาฟารีอื่นๆ ในแอฟริกาที่ใหญ่และโดดเด่นกว่ามาก แต่ความสมบูรณ์ของธรรมชาติและสัตว์ป่าก็ไม่แพ้กันเลยทีเดียวล่ะ โดยเฉพาะการลุยล่าเป้าหมายของคนที่ชอบการท่องเที่ยวสไตล์ซาฟารีอย่างการได้เห็นวิถีของ BIG 5 อันเป็นสัตว์เอกลักษณ์แห่งแอฟริกาทั้ง 5 ได้แก่ สิงโต, เสือดาว, แรด, ช้างแอฟริกา และ ควายป่าแอฟริกา นั่นเอง
นอกจากกิจกรรมลุยป่าส่องสัตว์แล้ว เอกลักษณ์ของซาฟารีที่คนทั่วโลกหลงใหลอีกอย่างก็คือการออกแคมป์แบบซาฟารี โดยเฉพาะพวก Luxury Camp ที่เป็นเต้นท์โรงแรมหรู สะดวกสบาย ให้สัมผัสธรรมชาติกันอย่างใกล้ชิด มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร สำหรับในบริเวณอุทยานแห่งชาติ Pilanesberg National Park นี้ก็มีบริการที่พักหลากหลายรูปแบบในกลิ่นอายซาฟารีไว้บริการด้วยเช่นกัน ไปจนถึงตำรับอาหารเลิศรสพร้อมวิวซาฟารีที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ก็น่าหลงใหลไม่แพ้เอกลักษณ์ไหนๆ ของแอฟริกา
เมืองรองที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร

Photo by Jacques Nel on Unsplash
คาสิโนในโยฮันเนสเบิร์ก ภาพถ่ายโดยDonald ChodevaบนUnsplash
เที่ยวเมืองหลักแล้วแวะเมืองรองกันบ้าง อันที่จริงเมืองรองแห่งนี้อาจจะเป็นที่รู้จักกันดีกว่าเมืองหลวงเสียด้วยซ้ำ เมืองรองที่ว่านี้ก็คือเมืองโยฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg) อีกหนึ่งเมืองของแอฟริกาใต้ที่โด่งดังระดับโลกนั่นเอง อันที่จริงแล้วจะเรียกว่าเป็นเมืองรองก็คงไม่ถูกนัก เพราะเอาเข้าจริงเมืองนี้คือเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแอฟริกาใต้เลยทีเดียวล่ะ แถมยังเป็นเมืองเศรษฐกิจที่ทันสมัย และเป็น 1 ใน 50 เมืองใหญ่ชั้นนำของโลกเลยทีเดียว เสน่ห์อีกอย่างของโยฮันเนสเบิร์กก็คือการผสมผสานระหว่างความเก่าและความใหม่ได้อย่างลงตัว ตั้งแต่สถาปัตยกรรมไปจนถึงวัฒนธรรม ตลอดจนวิถีท้องถิ่นที่ผสานกับวิถีทันสมัยได้อย่างกลมกลืน
.jpg)
Casino Road Modderfontein, Johannesburg, South Africa , Photo by Donald Chodeva on Unsplash
สถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดของเมืองนี้ต้องยกให้กับแหล่งโบราณคดีมรดกโลกอย่าง Cradle of Humankind หรือจุดกำเนิดของมนุษยชาติที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ภายในบริเวณนี้มีการขุดค้นพบโครงกระดูกและกระโหลกศรีษะของพวกโฮมินิด (Hominid) หรือตระกูลวงศ์ลิงใหญ่อันเป็นลิงไม่มีหางที่เริ่มมีวิวัฒนาการคล้ายกับมนุษย์ในปัจจุบัน โครงกระดูกและกระโหลกศรีษะที่ค้นพบนั้นจากการพิสูจน์พบว่าน่าจะมีอายุราว 2-4 ล้านปีเลยทีเดียว ซึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่ถูกค้นพบและทำให้แหล่งโบราณคดีแห่งนี้มีชื่อเสียงระดับโลกก็คือกระโหลกศรีษะ Taung Child ซึ่งเป็นโครงกระโหลกของเด็กในสายพันธุ์ Australopithecus Africanus ที่ว่ากันว่าเป็นวงศ์วานรที่เริ่มมีพัฒนาการทางสมองที่จะพัฒนามาเป็นมนุษย์อย่างปัจจุบันนั่นเอง โดยกระโหลกศรีษะนี้ถูกค้นพบในปี ค.ศ.1924 ที่เมือง Taung ในแอฟริกาใต้แห่งนี้

Sterkfontein Caves, Photo by maropeng.co.za, https://www.maropeng.co.za/content/page/explore-the-caves
นอกจากนี้บริเวณนี้ยังมีถ้ำ Sterkfontein Caves ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีอีกแหล่งที่น่าสนใจ ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวของประวัติศาสตร์มนุษย์ตั้งแต่จุดกำเนิดจนถึงยุคปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย โดย Cradle of Humankind นี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO World Heritage Site ในปี ค.ศ.1999 ภายใต้ชื่อ Fossil Hominid Sites of South Africa ซึ่งถือว่านี่เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งของโลก และเป็นแหล่งบันทึกประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ทรงคุณค่ามากที่สุดแหล่งหนึ่งของโลกด้วยเช่นกัน
เที่ยวไร่ไวน์ระดับเวิลด์คลาส
คอไวน์จะรู้กันดีว่าหนึ่งในแหล่งปลูกและผลิตไวน์ที่เป็นที่นิยมแหล่งหนึ่งของโลกก็คือแอฟริกาใต้นี่เองล่ะ แถมยังเป็น 1 ใน 10 ของผู้ผลิตและส่งออกไวน์รายใหญ่ของโลกอีกด้วย ไวน์ของแอฟริกานั้นเป็นกลุ่มของไวน์โลกใหม่ (New World Wines) ที่ไม่ใช่แหล่งผลิตดั้งเดิมในยุโรป และพัฒนากรรมวิธีทันสมัยผสมผสานมากมาย แถมยังมีการปลูกองุ่นอีกหลากสายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์เฉพาะถิ่นที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะกับการเพาะปลูกในภูมิภาคนี้อีกด้วย ซึ่งนั่นเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไวน์จากแหล่งนี้มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ไหน

Cape Winelands, Photo by andbeyond.com- https://www.andbeyond.com/experiences/africa/south-africa/cape-winelands/tour-of-the-cape-winelands/
ผู้ที่บุกเบิกไวน์ในแอฟริกาใต้นั้นก็คือ Janvan Riebeeck ที่เริ่มผลิตไวน์ขวดแรกขึ้นที่เมืองเคปทาวน์เมื่อราวปี ค.ศ.1659 และดำเนินธุรกิจไวน์ภายใต้บริษัท Dutch East India Company ซึ่งเป็นผู้วางรากฐานอันสำคัญของไวน์แห่งแอฟริกาใต้ที่ทำให้ปัจจุบันไวน์จากดินแดนแถบนี้เป็นหนึ่งในแหล่งไวน์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก แหล่งไร่ไวน์และโรงบ่มนั้นจะอยู่บริเวณเขตจังหวัด Western Cape, Eastern Cape และ KwaZula-Natal ทางตอนใต้ของประเทศเป็นหลัก มีไร่ไวน์และการผลิตไวน์มากมาย นอกจากการส่งเสริมการค้าไวน์ที่ดีเยี่ยมแล้วทางการแอฟริกาใต้ก็ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวไร่ไวน์ที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันด้วย ตั้งแต่ทัวร์ไร่ไวน์ที่นอกจากจะได้จิบไวน์ชั้นเยี่ยมถึงแหล่งกำเนิดต่างๆ แล้วก็ยังได้รับความรู้อีกมากมายไปพร้อมกันด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีการบริการที่พักแบบชาโตว์หรูในไร่ไวน์ที่บรรยากาศดีและวิวสวยงาม ร้านอาหารท่ามกลางไร่ไวน์ระดับเวิลด์คลาสมากมาย ไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

Franchhoek Wine Tram, Photo by https://winetram.co.za/
แต่การท่องเที่ยวไร่ไวน์ที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครนั้นต้องยกให้กับเส้นทางรถรางท่องเที่ยวไร่ไวน์อย่าง Franchhoek Wine Tram รถรางที่จะพาเราเดินทางไปยังไร่ไวน์ต่างๆ ในเขตเมือง Franchhoek ที่ตั้งอยู่ในจังหวัด Western Cape นั่นเอง สำหรับเมือง Franchhoek นี้เป็นเมืองเล็กๆ ที่เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของแอฟริกาใต้ แล้วก็ยังเป็นหนึ่งในแหล่งอุตสาหกรรมไวน์ที่สำคัญของประเทศอีกด้วย การท่องเที่ยวไร่ไวน์โดยรถรางนี้ถือเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ทำให้คนรู้จักเมืองอันมีเสน่ห์นี้มากขึ้น โดยรถรางจะวิ่งไปตามไร่ไวน์ต่างๆ และมีสถานีที่จอดตามไร่ไวน์ด้วย เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางและวิธีการท่องเที่ยวที่แสนโรแมนติกมากทีเดียว สำหรับรถรางที่วิ่งในเส้นทางนี้มี 8 สายด้วยกัน วิ่งไปตามภูมิประเทศที่งดงามของเมือง Franchhoek แห่งนี้ ซึ่งเดิมทีเส้นทางนี้ก็คือทางรถไฟเก่าที่ใช้อำนวยความสะดวกเกษตรกรตลอดจนนักธุรกิจไวน์ต่างๆ ในการขนส่งสินค้าอุตสาหกรรมไวน์นั่นเอง
เส้นทางคมนาคมสายนี้เริ่มต้นเปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ.1904 มีความสำคัญกับอุตสาหกรรมไวน์ในแถบนี้เป็นอย่างมาก แต่เมื่อโลกพัฒนาขึ้น มีการคมนาคมสะดวกสบายขึ้น มีเส้นทางให้เลือกหลากหลาย มียานพาหนะอื่นๆ ที่สะดวกกว่า รวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่า การใช้บริการรถไฟสายนี้ก็เลยเริ่มลดจำนวนลงเรื่อยๆ มาโดยตลอด จนกระทั่งในปี ค.ศ.2012 ก็ได้มีการปรับปรุงเส้นทางรถไฟสายเก่าแก่นี้ใหม่เพื่อให้เป็นเส้นทางรถรางสำหรับการท่องเที่ยวไร่ไวน์ และเป็นการฟื้นฟูชีวิตชีวาของดินแดนแถบนี้ขึ้นมาอีกครั้งด้วย เอกลักษณ์อันมีเสน่ห์มากๆ ก็คือตัวขบวนรถไฟที่ถึงแม้จะเป็นรถสมัยใหม่แต่ก็สร้างตามรูปแบบรถรางสไตล์โบราณ เมื่อความคลาสสิกผสานกับวิวอันงดงามเลยทำให้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์อย่างยิ่ง และเป็นหนึ่งในการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เลยทีเดียว
หลงเสน่ห์ดินแดนอันไกลโพ้น

South African Art for interior, Photo by Grant Durr on Unsplash
ยังมีสิ่งที่น่าสนใจในประเทศแอฟริกาใต้อีกมากมายที่เราอยากให้คุณลองไปทำความรู้จักและสัมผัสเสน่ห์ในอีกรูปแบบของดินแดนแห่งนี้ที่ไม่ได้มีแต่การท่องป่าซาฟารีหรือเข้าไปสัมผัสชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ เท่านั้น แต่เสน่ห์การท่องเที่ยวในรูปแบบที่ทันสมัย เสน่ห์ของอาหารระดับเวิลด์คลาสที่ไม่แพ้ที่ใดในโลก เสน่ห์ของธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบ ตลอดจนเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรมตั้งแต่ความเก่าแก่ไปจนถึงความทันสมัยที่ดินแดนแห่งนี้ก็มีความน่าสนใจอย่างเป็นเอกลักษณ์ไม่น้อยหน้าใครในโลกเหมือนกัน แล้วเราก็เชื่อว่าคุณจะหลงรักหนึ่งในดินแดนที่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์โลกมายาวนาน แล้วยังเป็นหนึ่งในดินแดนที่มีหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในโลกตั้งอยู่ด้วย นี่แหละเสน่ห์ของแอฟริกาใต้ที่มอบความสุขมาจากดินแดนอันไกล้โพ้นให้เราได้เสมอ
How to get there :
เที่ยวบินตรง
บินแบบต่อเครื่อง
Where to stay :
พริทอเรีย (Pretoria)
เคปทาวน์ (Cape Town)
โยฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg)
ABOUT THE AUTHOR
POSTED BY travelbaradmin | Friday, September 20, 2019 - 16:41
admintator for web Travellerbar.com
LEAVE A COMMENT